TSTE สลัดภาพท่าเรือ ปั้น TS Food รุกตลาดสแน็ก ชูแบรนด์ "Koriko" ดึงอดีตบิ๊กคลังบริหาร ปูทางสู่เป้า 1 พันล้าน ก่อนเตรียมจ่อคิวเข้า IPO ภายใน 3-4 ปี

TSTE สลัดภาพท่าเรือ ปั้น TS Food รุกตลาดสแน็ก ชูแบรนด์ "Koriko" ดึงอดีตบิ๊กคลังบริหาร ปูทางสู่เป้า 1 พันล้าน ก่อนเตรียมจ่อคิวเข้า IPO ภายใน 3-4 ปี

TSTE พลิกโฉมธุรกิจครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปี กระโดดสู่ตลาดอาหารเต็มตัวผ่าน "TS Food" พร้อมเข้าซื้อกิจการเพื่อปั้นแบรนด์สาหร่าย "โกริโกะ" (Koriko) เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพ ไฮไลต์สำคัญคือการดึงอดีตผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการคลังมาร่วมกำหนดกลยุทธ์ด้วย Data เป้าหมายสูงสุดคือการดันยอดขายทะลุ 1 พันล้านบาท ภายในปี 2571 และเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า


    การขยับตัวครั้งใหญ่ของ บริษัท ทีเอสทีอี (TSTE) หรือเดิมคือ ไทยชูการ์ เทอร์มิเนิล ผู้บุกเบิกธุรกิจคลังสินค้าและท่าเรือเพื่อการส่งออกน้ำตาลที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 50 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากฐานธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานสู่การสร้าง new growth engine ในกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG)

    โดยจุดเริ่มต้นของการรุกธุรกิจอาหารเกิดขึ้นในปี 2567 จากการจัดตั้ง บริษัท ทีเอส ฟู้ด โฮลดิ้ง จำกัด (TS Food) ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพื่อเป็นแขนหลักในการลงทุนธุรกิจอาหาร ก่อนเข้าซื้อกิจการ บริษัท เนเจอร์เบสท์ฟู้ด จำกัด (NBF) ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าและแปรรูปสาหร่ายที่อยู่ในอุตสาหกรรมมานานกว่า 30 ปี และเป็นเจ้าของแบรนด์ “โกริโกะ” (Koriko)

    ซึ่งการเข้าซื้อ NBF ถือเป็นก้าวแรกของ TS Food ในการสร้างการเติบโตใหม่ โดยสามารถผลักดันรายได้ของ NBF ให้เพิ่มจาก 250 ล้านบาท เป็น 500 ล้านบาท ขณะที่ภายในปี 2571 คาดว่ากลุ่ม TS Food จะมีรายได้รวมแตะ 1 พันล้านบาท ก่อนเตรียมแผนนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า


ดึงอดีตบิ๊กกระทรวงคลัง เสริมทัพบริหาร

    เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์และผลักดันยอดขายให้เติบโตตามเป้าหมาย TSTE จึงจัดตั้ง บริษัท ทีเอส เซลส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (TSS) ขึ้นมารับผิดชอบด้านการขายและการตลาดให้กับกลุ่ม TS Food โดยมี กาญจนา ตั้งปกรณ์ กรรมการผู้จัดการ TSS อดีตผู้อำนวยการสำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เข้ามารับหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจ

        ก่อนจะเสริมทัพด้วยการดึง ดร.กุลยา ตันติเตมิท อดีตอธิบดีจาก 5 กรมหลักของกระทรวงการคลัง เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการ TSS ในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งนับเป็นบทบาทใหม่สำหรับ ดร.กุลยา ที่จะเปลี่ยนจากการทำงานภาครัฐมาสู่การทำงานในฝั่งของภาคเอกชนอย่างเต็มตัว

    ดร.กุลยา ได้อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “หลังจากที่เราทำงานราชการมา 25 ปี ก็ถึงช่วงที่เริ่มอิ่มตัว และต้องการเปิดรับความท้าทายใหม่ ซึ่งโจทย์สำคัญของการเข้ามารับบทบาทครั้งนี้คือการสร้างแบรนด์ Koriko ให้เติบโตในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งแตกต่างจากการทำงานภาครัฐที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในวงกว้าง ขณะที่ภาคเอกชนต้องตัดสินใจให้รวดเร็ว แม้ข้อมูลอาจยังไม่ครบ 100% แต่ต้องอยู่บนข้อมูลที่ดีที่สุดที่มีอยู่”

    ดังนั้น จึงมองว่าประสบการณ์จากการทำงานภาครัฐตลอด 25 ปี โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการข้อมูล การวิเคราะห์ตัวเลข และการทำงานที่ต้องเชื่อมโยงหลายภาคส่วน สามารถนำมาต่อยอดกับการบริหารธุรกิจได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การตัดสินใจทางธุรกิจต้องอาศัยทั้งข้อมูลและความรวดเร็วควบคู่กัน

ดร.กุลยา ตันติเตมิท (ซ้าย) - กาญจนา ตั้งปกรณ์ (ขวา)


ใช้ข้อมูลนำตลาด สร้าง Growth สวนเศรษฐกิจ

    จากโจทย์ดังกล่าวที่ต้องนำประสบการณ์ด้านข้อมูลและการวิเคราะห์มาปรับใช้กับการขับเคลื่อนธุรกิจ ดร.กุลยา จึงวางกรอบการทำงานของ TSS และ TS Food ไว้บน 3 หลักสำคัญ ได้แก่ growth, governance และ sustainability โดยในด้าน growth บริษัทไม่ได้ต้องการพึ่งพาเพียงสินค้าเดิม แต่ต้องสร้าง new growth engine โดยขยายจากธุรกิจสแน็กไปสู่อาหารพร้อมทาน และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบรับเทรนด์ผู้บริโภค

    ขณะที่ governance จะเน้นการวางระบบบริหารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว ส่วน sustainability จะครอบคลุมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและซัพพลายเชน

    นอกจากนี้ ก็ยังมีอีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือ data-driven management โดยจะนำประสบการณ์จากการบริหารฐานข้อมูลภาครัฐมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ ทั้งข้อมูลระดับมหภาคเพื่อดูภาพเศรษฐกิจและข้อมูลระดับจุลภาคเพื่อทำความเข้าใจลูกค้า ตั้งแต่ปฏิกิริยาต่อราคา โปรโมชั่น ไปจนถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจซื้อหรือกลับมาซื้อซ้ำ

ฉีกกรอบตลาดสแน็ก 5 หมื่นล้าน

    เมื่อวางเป้าหมายการเติบโตบนพื้นฐานของข้อมูลและความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค TSS จึงมองเห็นโอกาสในการสร้างตลาดผ่านการนำเสนอสินค้าและคุณค่าที่แตกต่าง แทนการมุ่งแข่งขันด้วยการแย่งส่วนแบ่งตลาดเพียงอย่างเดียว

    โดยกาญจนากล่าวว่า เมื่อเจาะลึกมาที่ตลาดขนมขบเคี้ยว ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งย่อยเป็นกลุ่มสาหร่าย ธัญพืช และปลากรอบ อยู่ที่ประมาณ 6.4 พันล้านบาท TSS ไม่ได้มองว่า Koriko จะต้องลงไปแข่งแย่งมาร์เก็ตแชร์จากใคร แต่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค โดยชูจุดแข็ง 4 ด้าน ได้แก่

    - นวัตกรรมสินค้า : ชู “สาหร่ายแซนด์วิชสอดไส้ข้าวพอง” ซึ่งใช้วิธีการย่างแทนการทอด ให้พลังงานเพียง 130 กิโลแคลอรีต่อซอง ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและการบริโภคแบบ guilt-free

    - ความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ : ต่อยอดจากประสบการณ์ของ NBF ที่อยู่ในธุรกิจนำเข้าสาหร่ายมากกว่า 30 ปี และเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์และการรักษาความกรอบของสินค้า

    - ความหลากหลายของรสชาติและสินค้า : ปัจจุบันมีทั้งสาหร่ายแซนด์วิช สาหร่ายย่าง สาหร่ายปรุงรส และกำลังเตรียมผลิตภัณฑ์ “ปลากรอบ” เข้าสู่ 7-Eleven เร็วๆ นี้ รวมถึงการพัฒนารสชาติใหม่ๆ ขณะเดียวกันยังมี “สาหร่ายย่าง ดับเบิ้ลชีส” และสาหร่ายสไตล์ญี่ปุ่น “โมมิ” เพื่อขยายฐานผู้บริโภค

    - การตลาดเจาะคนรุ่นใหม่ : เจาะกลุ่ม Gen Z ผ่านพรีเซนเตอร์ "เก่ง-น้ำปิง" พร้อมกระจายสินค้าครอบคลุมโมเดิร์นเทรดและอีคอมเมิร์ซ ซึ่งในระยะยาวบริษัทก็มีโอกาสที่จะเพิ่มพรีเซนเตอร์กลุ่มอื่นๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม

    “ต้องทำความเข้าใจว่า Koriko ไม่ใช่แบรนด์ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด เพราะสินค้ามีวางจำหน่ายใน 7-Eleven มาเกือบ 3 ปีแล้ว แต่ปี 2569 ถือเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มทำแคมเปญการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ โดยเปิดตัวแคมเปญพร้อมพรีเซนเตอร์ ‘เก่ง-น้ำปิง’ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อสร้าง brand awareness และทำให้ผู้บริโภคกล้าหยิบสินค้ามาทดลองมากขึ้น ก่อนนำข้อมูลยอดขายและผลตอบรับจากแคมเปญมาวิเคราะห์ต่อยอด” กาญจนา กล่าว


เน้น R&D ต่อยอด OEM ปูทางสู่ IPO

    นอกจากการสร้างแบรนด์และขยายตลาดแล้ว การสร้าง new growth engine ของ TS Food ยังต้องอาศัยการต่อยอดจากฐานธุรกิจเดิมไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการด้านอาหารที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้และรองรับเป้าหมายการเติบโตในระยะยาว

    แม้รายได้หลักของ TS Food ในระยะนี้ยังมาจากธุรกิจ NBF เป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 80% แต่บริษัทกำลังวางโครงสร้างธุรกิจให้มีแหล่งรายได้หลากหลายมากขึ้น ทั้งอาหารพร้อมทานแบบ retort pouch ที่สามารถเก็บได้นานประมาณ 1 ปีโดยไม่ใส่สารกันบูด, การแปรรูปจมูกข้าวสาลีเพื่อเพิ่มมูลค่า ไปจนถึงธุรกิจรับจ้างผลิต (OEM) ทั้งบรรจุน้ำและบรรจุภัณฑ์ต่างๆ



    ขณะเดียวกัน TS Food ยังมีแผนขยายโรงงานและกำลังการผลิต โดยที่ผ่านมา NBF ได้ขยายจาก 1 โรงงานเป็น 3 โรงงานแล้ว ส่วน TS Food ก็มีการลงทุนในโรงงานผลิตหลายประเภท แต่ในระยะสั้นจะยังเน้นเร่งการผลิตและนำผลิตภัณฑ์ที่อยู่ใน pipeline ออกสู่ตลาดก่อน มากกว่าการขยายโรงงานเพิ่มเติม

    ส่วนด้านงบการตลาดบริษัทวางแนวทางแบบ conservative โดยใช้งบในสัดส่วน “หลักหน่วย” และจะประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นหลัก เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกของการทำ marketing campaign จึงอยากที่จะให้น้ำหนักไปกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ แทน

    ดังนั้นการลงทุนใน R&D จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้วกลยุทธ์ของ TS Food ไม่ได้วัดความสำเร็จจากการเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างสินค้าใหม่ที่เพิ่มมูลค่าให้ตลาด และทำให้ผู้บริโภคเกิด brand loyalty จากคุณภาพ รสชาติ และนวัตกรรม

    กาญจนา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทิศทางของ TS Food และ TSS คือการนำจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมอาหารของกลุ่ม TSTE มาผสานกับแนวคิดด้านข้อมูล การบริหาร และการตัดสินใจที่รวดเร็วของทีมผู้บริหารจากภาครัฐ เพื่อสร้าง new growth engine ให้ธุรกิจอาหารเติบโตจาก 500 ล้านบาท สู่เป้าหมาย 1 พันล้านบาทภายในปี 2571 ก่อนขยับสู่เป้าหมายการเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระยะต่อไป”


ภาพ : Koriko




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ยุคนี้ต้องดีต่อสุขภาพ-โปรตีนสูง! “ดัชมิลล์” เร่งเครื่อง Healthier Choice ปั้นสินค้าสุขภาพแตะ 50% ของพอร์ตใน 3-5 ปี จ่อส่งนวัตกรรมใหม่ 20 รายการ ย้ำแชมป์ Dairy Product

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine