แบรนด์สมุนไพร "วังพรม" เผยหลังดึง "ณเดชน์" นั่งแท่นพรีเซนเตอร์ ดันยอดขายกรุงเทพฯ โมเดิร์นเทรดโต 30% ทุ่มงบการตลาดปีนี้ 50 ล้าน หวังสร้างการรับรู้ต่อเนื่องทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ มั่นใจยอดขายตลอดปี 2569 พุ่งแตะ 300 ล้าน
"วังพรม" แบรนด์สมุนไพรไทยจากจังหวัดนครปฐม เดินหน้าขยายฐานลูกค้าจากต่างจังหวัดสู่กลุ่มคนเมือง ผ่านกลยุทธ์ "presenter marketing" ด้วยการดึงพระเอกคนดัง "ณเดชน์ คูกิมิยะ" นั่งแท่นเป็นพรีเซนเตอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
พร้อมทุ่มงบ 50 ล้านบาทสำหรับปีนี้เพื่อทำการตลาดและจัดงานเปิดตัวแคมเปญใหญ่อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังจากที่ผ่านมาเน้นทำการตลาดสื่อสารผ่านทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ บิลบอร์ด และสื่อดิจิทัลเป็นหลักเท่านั้น

วัชรีภรณ์ วังพรม กรรมการบริหาร บริษัท สมุนไพรวังพรม จำกัด เผยว่า จากเดิมยอดขายหลักมาจากตลาดต่างจังหวัด โดยเฉพาะแถบภาคอีสานราว 90% ขณะที่ยอดขายในกรุงเทพฯ และห้างโมเดิร์นเทรดมีเพียง 10% แต่ปัจจุบันมีการขยับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 30%
"การได้ณเดชน์เป็นพรีเซนเตอร์ และการเปิดตัวสินค้าใหม่อย่างกลุ่มสเปรย์น้ำมันนวด ทั้งสูตรร้อนและเย็น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนออกกำลังกาย เล่นกีฬา รวมถึงการออกบูธแนะนำสินค้าร่วมกับงานอีเวนต์สำหรับสายวิ่งราว 15 งานช่วงที่ผ่านมา สร้างการรับรู้ให้คนในกรุงเทพฯ มากขึ้น เรามั่นใจมากว่ายอดขายของปี 2569 จะโตเพิ่มจากปีก่อนที่ 150 ล้าน ขึ้นมาแตะ 300 ล้านบาท" วัชรีภรณ์ กล่าว

สำหรับภาพรวมตลาดของ 4 เดือนสุดท้ายของปี วัชรีภรณ์บอกว่า ถือเป็นช่วงไฮซีซันที่จะดันยอดขายให้เพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองและการท่องเที่ยวที่เหล่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเลือกซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อเป็นของขวัญ ของฝาก
โดยในส่วนตลาดส่งออกคาดการณ์ว่าจะเติบโตเพิ่มจาก 15% เป็น 20-22% ในปีนี้ ซึ่ง ณ ปัจจุบัน บริษัทสามารถส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 20 ประเทศ ครอบคลุมเอเชีย เกาหลี รัสเซีย จีน สหรัฐฯ ยุโรป และประเทศในตะวันออกกลาง
"เรายังเน้นรักษาฐานธุรกิจเดิมโดยเฉพาะกลุ่มยาหม่องให้อยู่ในระดับ Top 3 ของตลาด ขณะที่ตลาดยาดมสมุนไพรในปัจจุบันมีมูลค่าราวกว่า 1 พันล้านบาท และเราอยู่ในระดับ Top 5 โดยตอนนี้เรากำลังเร่งเดินหน้าขยายส่วนแบ่งตลาดของยาดมให้โตมากขึ้นกว่าเดิม"

ภาพ : สมุนไพร "วังพรม"
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ล่าเมียว” มองเกมอาหารจีนในไทย ยังเพิ่งเริ่มต้น! จับเทรนด์พ้นยุคหม่าล่าบูม ลุยปั้น 8-12 แบรนด์ ดันยอด 1 พันล้าน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


