รถลอยน้ำได้ ไต่ขึ้นเนินทรายได้! BYD เปิดตัวสนามทดสอบที่ ‘เจิ้งโจว’ ครบเครื่องทุกสภาพภูมิประเทศ สัมผัสประสบการณ์สุดขีดของศักยภาพ EV

รถลอยน้ำได้ ไต่ขึ้นเนินทรายได้! BYD เปิดตัวสนามทดสอบที่ ‘เจิ้งโจว’ ครบเครื่องทุกสภาพภูมิประเทศ สัมผัสประสบการณ์สุดขีดของศักยภาพ EV

หลายคนอาจจะยังติดภาพว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) เหมาะแค่ขับสวยๆ ในเมือง หรือกลัวว่าถ้าเอาไปลุยน้ำ ลุยทราย หรือเจอถนนลื่นๆ รถยนต์พลังงานใหม่นั้นจะ “เอาอยู่” หรือเปล่า? ล่าสุด BYD เพิ่งดับข้อสงสัยนี้ด้วยการเปิดตัว BYD All-Terrain Test Track ที่เมืองเจิ้งโจว เมื่อ 14 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสนามทดสอบรถยนต์พลังงานใหม่ที่ครบเครื่องที่สุดในจีน เพื่อโชว์ให้เห็นว่ารถ EV ยุคนี้ไปได้ทุกที่ ทุกสภาพภูมิประเทศ


    สนามนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อโชว์หรือให้วิศวกรใช้เท่านั้น แต่มาในคอนเซปต์ “สนามของทุกคน สนุกได้ทั้งสนาม” เพื่อทลายกำแพงสนามแข่งแบบเดิมที่มักเข้าถึงยาก ต้องจองล่วงหน้า หรือมีกิจกรรมจำกัด BYD จึงยกระดับที่นี่ให้เป็นพื้นที่ที่รวมทั้งการขับขี่ขั้นสูง การฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ กิจกรรมแบรนด์ และการเผยแพร่วัฒนธรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร

    ดังที่ ‘หลี่ หยุนเฟย’ ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์และประชาสัมพันธ์ กลุ่มบริษัท BYD กล่าวในพิธีเปิดว่า “เทคโนโลยีที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ และประสบการณ์ที่ดีก็ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนได้สัมผัส”

    ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-12 มกราคม 2569) BYD และบริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ได้พาสื่อมวลชนไทยจากหลายสำนัก ร่วมสัมผัส BYD All-Terrain Test Track ที่เมืองเจิ้งโจว ซึ่งไม่เพียงแต่ร่วมรับชม แต่ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนร่วมทดสอบการขับขี่ด้วย


สนามจำลองภูมิประเทศจริง ประสบการณ์ขับขี่ขั้นสุดในที่เดียว

    สำหรับ BYD All-Terrain Test Track อยู่ห่างจากตัวเมืองเจิ้งโจวไม่ไกลนัก ภายในแบ่งออกเป็นอาคารต้อนรับที่มีทั้งหมด 3 ชั้น ประกอบด้วย ชั้น 1 ซึ่งจัดแสดง U9 Jumping Dance, มีเครื่องจำลองการขับขี่ (Simulator), การอบรม Workshop และจุดเริ่มต้นการทดสอบรถ ส่วนชั้น 2 เป็นโซนจัดแสดงแบรนด์ และเทคโนโลยีหลักของ BYD และชั้น 3 เป็นพื้นที่ร้านอาหารและรับรอง



    ขณะที่โซนทดสอบหลักของสนาม แบ่งเป็น 7 โซน ประกอบด้วย

    1. สนามทดสอบความเร็วและการควบคุม (Main Track) ความยาวรวม 1,758 เมตร ประกอบด้วยโค้งซ้าย 4 โค้ง และโค้งขวา 5 โค้ง ทางตรงยาว 550 เมตร ใช้ทดสอบสมรรถนะ ความเร็ว และ เสถียรภาพการขับขี่


    2. ลานอเนกประสงค์ (Multi-Function Area) ขนาด 170 x 90 เมตร ใช้ทดสอบการควบคุมรถแบบ Slalom และ Gymkhana

    3. สนามพื้นผิวแรงเสียดทานต่ำ (Low-Friction Circular Track / Ice Simulation) เป็นพื้นผิวหินบะซอลต์ จำลองสภาพถนนลื่นใกล้เคียงน้ำแข็งและหิมะ ใช้ทดสอบระบบควบคุมการทรงตัว และความปลอดภัย

    4. โซนออฟโรดครบรูปแบบ (Off-Road Area) พื้นที่กว่า 15,000 ตารางเมตร จำลองอุปสรรคหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ทางลาดชันสูงสุด 42 องศา ทางหิน, ทางร่องลึก, ทางน้ำ, ทางลูกระนาด, ทางไขว้ล้อ เพื่อแสดงศักยภาพระบบช่วงล่าง และขับเคลื่อนขั้นสูงของ BYD


    5. ระบบจอดรถอัจฉริยะ (Intelligent Parking Area) สำหรับการทดสอบระบบ Easy 3/4 Way Parking การจอดในช่องแคบ, จอดทางตัน และ Remote Parking

    6. สระทดสอบการลอยน้ำ (Floating Water Pool) ขนาด 70 x 20 เมตร ลึก 2 เมตร โดยสระนี้จะใช้แสดงความสามารถลอยน้ำของรถ


    7. เนินภูเขาทรายจำลอง (Suspended Sand Slope) ความสูงแนวดิ่ง 29.6 เมตร ความชัน 28 องศา ใช้แสดงสมรรถนะการไต่เนินขั้นสุด


    สนามทดสอบ BYD เจิ้งโจว แตกต่างจากสนามแข่งทั่วไป ด้วยการนำภูมิประเทศเด่นจากทั่วประเทศจีนมาจำลองไว้ในสนามเดียว ไม่ว่าจะเป็นการลอยน้ำ การไต่เนินทราย หรือการขับขี่ในสภาพสุดขั้ว ผู้ใช้งานจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล แต่ยังสามารถสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ระดับสุดขีดได้ในที่เดียว


    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ ‘โซนเนินทราย’ ซึ่งมีความสูงแนวดิ่ง 29.6 เมตร และความชัน 28 องศา ได้รับการบันทึกสถิติโลกจาก Guinness World Records ในฐานะสนามทดสอบการไต่เนินทรายที่สูงและใหญ่ที่สุด ผู้ใช้งานสามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในทะเลทรายอาลาซานได้แม้อยู่ภายในเมือง พร้อมจุดชมวิวขนาด 300 ตารางเมตร ที่ออกแบบให้ใช้งานได้ในทุกสภาพอากาศ


สนุกด้วย ปลอดภัยด้วย: เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดผ่านสถานการณ์จริง

    นอกจากความตื่นเต้นแล้ว สนามนี้ยังใช้โชว์เทคโนโลยีความปลอดภัยให้เห็นกันจะๆ โดยเฉพาะ "โซนถนนน้ำแข็ง" ที่เขาใช้คอนกรีตขัดเงาฉีดน้ำจนลื่นปรี๊ด เพื่อจำลองเหตุการณ์ตอนรถเสียหลักจริงๆ


    ที่นี่เขาเปลี่ยนบทเรียนการแก้สถานการณ์ฉุกเฉิน (ที่ปกติคนยุโรปต้องสอบตอนทำใบขับขี่) ให้กลายเป็น “ทักษะเอาตัวรอด” ที่คนทั่วไปมาเรียนรู้ได้ง่ายๆ โดยเขาสร้างโค้งวงกลมพื้นหินบะซอลต์กว่า 30,000 ชั้น และมีระบบฉีดละอองน้ำละเอียดระดับมิลลิเมตร ช่วยให้มือใหม่หัดดริฟต์รถได้อย่างมั่นใจ ซึ่งนี่เป็นการโชว์ความนิ่งและระบบควบคุมไฟฟ้าขั้นเทพของ BYD ไปในตัว


จะสายซิ่งบนถนน หรือสายลุยออฟโรด ก็มีครบ

    สนามนี้รองรับการขับขี่ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น

    สายความเร็ว: มีสนามหลักยาว 1,758 เมตร มีโค้งให้สาดถึง 9 โค้ง และทางตรงยาวๆ 550 เมตร


    สายไฮเทค: มีลานกว้างกว่า 15,000 ตารางเมตร เอาไว้ลองระบบช่วยขับฉลาดๆ อย่างพวกเบรกอัตโนมัติ การหักหลบฉุกเฉิน หรือระบบจอดรถอัจฉริยะ



    สายลุย (Off-Road): มีด่านให้เล่นกว่า 27 ด่าน จำลองเส้นทางโหดๆ ทั่วจีนมาให้ลองตั้งแต่มือใหม่ยันสายแข็ง


    สายชิลล์: หลังจากลุยเสร็จ เขามีโซนแคมป์ปิ้งขนาดใหญ่ 9,000 ตารางเมตร ให้ไปนั่งพักผ่อนคุยกันหลังสนุกกับรถมาทั้งวัน


ไม่หยุดแค่ที่นี่ เตรียมขยายเครือข่ายให้คนรักรถ

    นอกจากที่เจิ้งโจวและเหอเผยแล้ว BYD เตรียมเปิดสนามใหม่ที่เส้าซิงต้นปีหน้า และยังมีแผนใหญ่จะสร้างฐานทดสอบออฟโรดธรรมชาติบนพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ ทางตะวันออกของจีน เพื่อรวมการขับรถเที่ยวเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

    นอกจากนี้ BYD ยังร่วมมือกับสมาคมยานยนต์จีน เปิดโครงการ "New Track Program" เพื่อชวนคนทั่วไปเข้ามารู้จักโลกมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น โดยตั้งเป้าจะดึงคนลงสนามแข่งให้ได้ถึง 1 ล้านคนเลยทีเดียว


ก้าวสำคัญของวงการรถยนต์จีน

    การเปิดสนามนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มที่ขับรถเล่น แต่เป็นการยกระดับ “ประสบการณ์คนรักรถ” ให้เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องที่ดูแค่ในโบรชัวร์ แต่สัมผัสได้จริง ทำให้การขับขี่ขั้นสูงไม่ใช่เรื่องเฉพาะของมือโปรอีกต่อไป นี่คือสะพานเชื่อมระหว่างเทคโนโลยีรถไฟฟ้ากับประชาชน และเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะพาทั้ง BYD และอุตสาหกรรมรถยนต์จีนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน




ภาพ: BYD



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Tesla เสียแชมป์ EV โลก หลังยอดขายลดต่อเนื่อง BYD แซงขึ้นเบอร์หนึ่ง กวาดยอดขายได้กว่า 2.25 ล้านคัน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine