เมืองอุตสาหกรรม 4.7 พันไร่! “ARAYA” บางนา กม.32 คืบหน้า ลุยขยายคลังสินค้าเฟส 2 อีก 5 ปีผุดบ้านจัดสรร รับประชากรได้ 5 หมื่นคน

เมืองอุตสาหกรรม 4.7 พันไร่! “ARAYA” บางนา กม.32 คืบหน้า ลุยขยายคลังสินค้าเฟส 2 อีก 5 ปีผุดบ้านจัดสรร รับประชากรได้ 5 หมื่นคน

หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” เมืองอุตสาหกรรม 4.7 พันไร่ โครงการร่วมทุน 3 บิ๊กอสังหาฯ เดินหน้าพัฒนาพื้นที่บางนา-ตราด กม.32 ปัจจุบันมีลูกค้าเข้ามาแล้วหลายส่วน ขณะที่โซนนิคมฯ ขายพื้นที่ได้แล้ว 700 ไร่ เตรียมขยายคลังสินค้าเฟส 2 อีก 2 หมื่น ตร.ม. พร้อมวางแผนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในอีก 5-6 ปี รองรับประชากรได้ 5 หมื่นคน


    ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2568 หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวคราวการประกาศสร้าง “อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์” (ARAYA The Eastern Gateway) ที่ไม่ได้วางหมุดหมายเป็นเพียงนิคมอุตสาหกรรม แต่ตั้งเป้าเป็นระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Industrial-Tech Ecosystem”

    โครงการนี้เป็นโปรเจ็กต์การร่วมทุนของ 3 ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) และบริษัท นิคมอุตสาหกรรมเอเซีย จำกัด ด้วยมูลค่าโครงการกว่า 20,000 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ 4,783 ไร่

    ทำเลโครงการตั้งอยู่ติดถนนบางนา-ตราด บริเวณกิโลเมตรที่ 32 เชื่อมต่อย่าน CBD และท่าเรือในกรุงเทพมหานคร รวมถึงเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และตั้งอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ

    ภายในโครงการไม่ได้พัฒนาเพียงพื้นที่เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจ อุตสาหกรรม และโลจิสติกส์เท่านั้น แต่ยังมีแผนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านอาหาร ร้านค้ารีเทล และพื้นที่อยู่อาศัยสำหรับบุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

    ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน โครงการมีความร่วมมือกับ AIS ในการพัฒนาโครงข่าย ขณะที่ระบบน้ำมีกำลังการผลิต 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งมีขีดความสามารถในระดับเทียบเท่ากับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่วนระบบไฟฟ้ามีกำลังรองรับ 500 เมกะวัตต์

กมลกาญจน์ คงคาทอง


ไม่ใช่แค่นิคม แต่เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา

    กมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า โครงการต้องการเป็นเดสติเนชั่นของอุตสาหกรรมเป้าหมายในอนาคต โดยลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ต้องการความสะดวกในการเดินทางเข้า-ออกเมือง ซึ่งทำเลของโครงการอยู่ใกล้ทั้งย่าน CBD, EEC และสนามบินสุวรรณภูมิ

    ลูกค้าส่วนใหญ่ของโครงการเป็นบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมีความต้องการที่ดินในลักษณะแคมปัส เพื่อรองรับทั้งโรงงาน พื้นที่วิจัยและพัฒนา พื้นที่สำหรับพนักงาน รวมถึงพื้นที่สำหรับกระจายสินค้า โดยลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการนำการดำเนินงานทั้งหมดมาตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงไม่ได้กังวลกับการซื้อที่ดินในพื้นที่ขนาดใหญ่

    สำหรับผู้ประกอบการในปัจจุบัน อาจไม่ได้ต้องการแยกสำนักงานไว้ในเมืองและคลังสินค้าไว้อีกแห่ง โครงการจึงออกแบบพื้นที่ให้มีลักษณะไฮบริด โดยมีทั้งพื้นที่สำนักงานและคลังสินค้าอยู่ร่วมกัน

    นอกจากนี้ ด้วยการตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ธุรกิจในพื้นที่ที่เข้าเกณฑ์ยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ.

    ทั้งนี้ อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ แบ่งการจัดสรรพื้นที่ออกเป็น 6 โซนหลัก ครอบคลุมเนื้อที่ 7,409,600 ตารางเมตร ได้แก่ แคมปัสด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี, พื้นที่โลจิสติกส์, นิคมอุตสาหกรรมอารยะ, โซนไลฟ์สไตล์และบริการต่างๆ, ศูนย์กลางการให้บริการชุมชน และโครงการที่อยู่อาศัย

    “แนวคิดของโครงการไม่ได้ต้องการให้พื้นที่เป็นเพียงนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่ต้องการให้มีความเป็นเมืองและมีสภาพแวดล้อมที่มีชีวิตชีวา” กมลกาญจน์ กล่าว

   

    

Industrial Tech Campus ไม่ได้มีแค่ดาต้าเซ็นเตอร์

    สำหรับโซน Industrial Tech Campus เป็นพื้นที่ที่ออกแบบให้เป็นแคมปัสของบริษัทขนาดใหญ่ด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง นวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา รวมถึงศูนย์ข้อมูล หรือ data center โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

    ปัจจุบันโครงการมีลูกค้ากลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ 1 ราย อย่างไรก็ตาม กมลกาญจน์กล่าวว่า แนวทางของโครงการไม่ได้มุ่งขายพื้นที่ทั้งหมดให้กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากต้องการสร้างระบบนิเวศที่มีความหลากหลาย และไม่ได้ต้องการให้โครงการมีดาต้าเซ็นเตอร์เป็นฐานหลัก



เตรียมขยายแวร์เฮาส์เพิ่ม 2 หมื่น ตร.ม.

    สำหรับโซน ARAYA Industrial & Logistics Hub เป็นพื้นที่สำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ คลังสินค้า และศูนย์กระจายสินค้า ขนาด 60 ไร่ โดยเฟสแรกของโครงการครอบคลุมพื้นที่ 21,091 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่คลังสินค้า พื้นที่เพื่ออุตสาหกรรม และพื้นที่สำนักงาน

    คลังสินค้าได้รับการออกแบบให้มีความสูงภายในอาคาร 12 เมตร สามารถรองรับน้ำหนักได้ 3 ตันต่อตารางเมตร พร้อม Dock Leveller จำนวน 2 จุด และทางลาดสำหรับการขนถ่ายสินค้า รองรับการใช้งานของทั้งรถบรรทุก 6 ล้อและรถเทรลเลอร์

    ปัจจุบันพื้นที่เฟสแรกได้รับการตอบรับจากบริษัท เทราคูล เทคโนโลยี (ไทยแลนด์) จำกัด ในการเช่าพื้นที่เต็ม 100% ในฐานะผู้เช่ารายแรกของโครงการ บริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบครบวงจร และระบบบริหารจัดการความร้อน สำหรับโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล AI ที่มีความหนาแน่นสูง

    จากผลตอบรับดังกล่าว โครงการจึงเตรียมพัฒนาเฟส 2 เพิ่มเติมอีก 20,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับความต้องการพื้นที่สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต


นิคมอุตสาหกรรมขายแล้ว 700 ไร่

    สำหรับ ARAYA Industrial Estate หรือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เป็นพื้นที่สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 3,847 ไร่ มุ่งรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และตั้งอยู่ในพื้นที่ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    นิคมอุตสาหกรรมอารยะ ซึ่งเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งที่ 79 ของประเทศไทย ได้รับการอนุมัติจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะตามมาตรฐาน SMART I.E. หรือ Smart Industrial Estate

    ปัจจุบันนิคมอุตสาหกรรมมีลูกค้ามากกว่า 10 ราย จากหลากหลายสัญชาติ ทั้งจีน สหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลี ครอบคลุมอุตสาหกรรมตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ วัสดุและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โลจิสติกส์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึง medical device โดยมีลูกค้า อาทิ Infineon, เนสท์เล่ และ Mr.D.I.Y เป็นต้น

    ทั้งนี้ สามารถขายพื้นที่ได้แล้วราว 700 ไร่ โดยลูกค้าที่ซื้อพื้นที่มากที่สุดคือ Infineon ซึ่งซื้อที่ดินจำนวน 125 ไร่ และปัจจุบันมีพนักงานเข้าทำงานแล้วราว 300 คน โดย Infineon อยู่ระหว่างการขยายอาคาร และมีแผนขยายเป็น 5 อาคารในอนาคต


รองรับผู้อยู่อาศัย คาดประชากร 5 หมื่นคน

    ในแผนพัฒนายังมีโซน lifestyle & amenities ซึ่งเป็นพื้นที่รีเทล ไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ของโครงการ ขนาด 10 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ที่ทำงานและอยู่อาศัยในโครงการ

    นอกจากนี้ยังมีโซน community services centre หรือศูนย์กลางการให้บริการชุมชนและช่วยเหลือลูกค้าของโครงการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สวนสาธารณะ ลู่วิ่ง และสนามฟุตซอล

    อีกหนึ่งพื้นที่คือ residential project ซึ่งเตรียมจัดสรรสำหรับพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อรองรับบุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารที่ทำงานในโครงการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก

    โดยกมลกาญจน์คาดว่าจะเริ่มพัฒนาในช่วง 5-6 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้องรอให้ลูกค้าในส่วนอื่นๆ ของโครงการเข้ามาก่อน โดยประเมินว่าหากส่วนต่างๆ ภายในโครงการมีลูกค้าเข้ามาครบ จะมีประชากรในพื้นที่รวมประมาณ 50,000 คน




ภาพ : ARAYA



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ดูโฮม” ดึงทายาท Gen 2 เสริมทัพ! ผนึกกำลังทรานส์ฟอร์มธุรกิจ ชูเทคโนโลยีเชื่อมคนทำบ้าน ปักธง Top 3 ตลาดวัสดุก่อสร้างใน 5 ปี

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine