ถวิล ล้อพูนผล สกัดคุณค่าข้าวไทยคู่ครัวโลก

ถวิล ล้อพูนผล สกัดคุณค่าข้าวไทยคู่ครัวโลก

ทายาทเถ้าแก่โรงสีรายหนึ่งสามารถสานต่อกิจการของครอบครัวให้ก้าวไกลกว่าการผลิตและแปรรูปข้าวสารครบวงจร ด้วยการเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากกระบวนการสีข้าวสู่ผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าว LPP OIL รับเทรนด์สุขภาพทั่วโลก พร้อมก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมสนับสนุนการยกระดับผลผลิตทางการเกษตรของไทย


    เมล็ดพันธุ์ทางธุรกิจนี้ได้รับการบ่มเพาะตั้งแต่รุ่นปู่ย่าที่หอบเสื่อผืนหมอนใบเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากแดนมังกรมาตั้งรกราก ทำงานเป็นลูกจ้างในโรงสีข้าวจังหวัดนครสวรรค์ ด้วยความมุมานะพยายามเก็บหอมรอมริบเงินลงทุนจนสร้างโรงสีข้าวของตระกูลได้สำเร็จ 

    โดย เสวก ล้อพูนผล หนึ่งในทายาทรุ่นที่ 2 ได้ขยายกิจการครอบครัวผ่านการตัดสินใจก่อตั้งโรงสีล้อพูนผลของตัวเองในปี 2548 ก่อนถ่ายทอดสายเลือดนักสู้ธุรกิจถึงทายาทคลื่นลูกใหม่ที่สามารถเปิดตลาดการส่งออก และยกระดับสินค้าเกษตรของประเทศให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดโลกในนาม LPP Group

    ถวิล ล้อพูนผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LPP Group ผู้รับช่วงต่อกิจการในปัจจุบันเล่าย้อนว่า “อากงเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนอพยพจากจีนมาอยู่กับญาติที่เป็นพนักงานโรงสีข้าวในจังหวัดนครสวรรค์ ทำให้อากงได้ทำงานในโรงสี ซึ่งครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่เวลาทำงานก็ช่วยกันเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์เข้ากองกลางหมด 

    จนกระทั่งมีเงินซื้อรถ ซื้อรำจากโรงสีอื่น และค้าขายกับจังหวัดต่างๆ ก่อนจะไปเช่าโรงสีและมีเงินมากพอสร้างโรงสี โดยคุณพ่อแยกกิจการออกมาทำเองในปี 2548 เรามาช่วยคุณพ่อหลังจากเรียนจบบริหารสาขาการตลาด ในปี 2550 เพราะตั้งใจสานต่อธุรกิจของครอบครัว และแบ่งเบาภาระคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งเราเห็นท่านทำงานเหนื่อยตั้งแต่เด็ก”

    เพื่อการต่อยอดธุรกิจถวิลตั้งใจเลือกศึกษาปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ (BBA) สาขาการตลาด มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (MBA) สาขาการจัดการทั่วไปมหาวิทยาลัยรามคำแหง รวมถึงเรียนรู้กิจการของครอบครัวตั้งแต่การซื้อข้าว โรงสี การค้าข้าว และการส่งออก พร้อมขยายอาณาจักรธุรกิจ 3 กลุ่มหลักอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด, บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด และ บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด

    ขณะเดียวกันยังมุ่งศึกษาการพัฒนาเครื่องจักรในโรงงาน และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ เพื่อยกระดับโรงงานสู่มาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งโรงงานอบลดความชื้นข้าว โรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว คลังเก็บข้าวเปลือกที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิด้วยคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ 

    ไซโลจัดเก็บข้าวที่มีระบบตรวจจับวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์ การนำเข้าเทคโนโลยีเครื่องจักรและระบบหุ่นยนต์สมัยใหม่จากยุโรปและญี่ปุ่น รวมถึงนำระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) ใช้บริหารจัดการทุกหน่วยงานในองค์กร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค

    “จากโรงสีที่นครสวรรค์ เราขยายไปพิจิตร ชัยนาท กาฬสินธุ์ จนกระทั่งมีกำลังการผลิตจำนวนมาก ทำให้เรามองเรื่องการส่งออก โดยในอดีตผู้ส่งออกจะเป็น 5 เสือบริษัทใหญ่ที่มีความรู้การซื้อขายส่งออกมานาน เราเป็นโรงสีข้าวรายแรกที่ส่งออกเอง ซึ่งผมสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ส่วนน้องสาวก็จบอังกฤษ เราจึงลองเปิดตลาดต่างประเทศ 

    แม้ช่วงแรกจะลำบาก แต่ก็ทำมาได้ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันนี้ปีละเกือบ 1 ล้านตัน โดยเรายังเป็นบริษัทแรกที่ขายข้าวให้อิรัก ด้วยการส่งตัวอย่างให้เขา 1 ลำเรือ ปีนั้นทั้งปีเขาสั่ง 14 ลำ ลำนึงประมาณ 50,000 ตัน มูลค่าลำละ 700 กว่าล้าน ซึ่งเราช่วยน้องส่งออกประมาณ 2 ปีก็แยกออกมาเน้นขายข้าวในประเทศ โรงน้ำมันรำข้าว และนิคมอุตสาหกรรม



    ถวิลกล่าวถึงการนั่งเก้าอี้บริหาร บริษัท ล้อพูนผล ไรซ์มิลล์ จำกัด ซึ่งสามารถแสดงฝีมือในการขยายธุรกิจโรงสีข้าวรวมจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ 1 แห่ง จังหวัดพิจิตร 1 แห่ง จังหวัดกาฬสินธุ์ 1 แห่ง และจังหวัดชัยนาท 2 แห่ง พร้อมเดินเครื่องผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวสารตอบสนองความต้องการผู้บริโภคหลากหลายแบรนด์ เช่น บัวชมพู ชาวนาไทย กุ้งคู่ทองคำ กุหลาบ ชบา กล้วยไม้ เป็นต้น รวมถึงขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและช่องทางการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ

    นอกจากนั้น บริษัทยังพัฒนาศักยภาพการผลิตสามารถเพิ่มกำลังการสีข้าวเป็น 500 เมตริกต่อวัน การอบลดความชื้น 2,000 เมตริกต่อวัน และปรับปรุงคุณภาพข้าว 600 เมตริกต่อวัน พร้อมควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐานสากล เช่น ISO 9001: 2015, GMP & HACCP, HALAL และ อย. ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการตรวจรับข้าวเปลือกเข้าโรงสีสู่กระบวนการผลิตแปรรูปเป็นข้าวสาร รวมถึงการบรรจุภัณฑ์ถุงข้าวสารในระบบปิดและควบคุมน้ำหนักให้ได้มาตรฐาน

    “เราแบ่งให้ล้อพูนผลเป็นโรงสีที่ผลิตข้าวขายในประเทศ ส่วนอีกบริษัทที่น้องสาวดูแลเป็นโรงสีผลิตข้าวส่งออก เพราะเครื่องจักรผลิตข้าวหรือบรรจุภัณฑ์ต่างๆ แตกต่างกันระหว่างการขายภายในและส่งออก ซึ่งจุดแข็งของล้อพูนผลอยู่ที่ข้าวของเรามีความหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มเหมือน one stop service 

    โดยไลน์สินค้าน่าจะมากกว่า 100 และมากกว่า 1,000 SKUs ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อข้าวจากโรงสีของเราที่เดียว หรือนำสินค้าหลายตัวผสมกันให้เต็มคันรถได้ รวมถึงการบริการรวดเร็ว เช่น สั่งสินค้าวันนี้ พรุ่งนี้เราส่งได้ทันที ซึ่งปีหน้าเราเตรียมเพิ่มสินค้าพรีเมียมเป็นข้าวญี่ปุ่นตราบัวชมพู และข้าวเพื่อสุขภาพที่เป็นข้าวผสมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค”


LPP OIL เพิ่มมูลค่ารำข้าวไทย

    แม้จะสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจโรงสี และแปรรูปข้าวรายใหญ่ของประเทศให้รายได้เติบโตมากกว่า 2 พันล้านบาท แต่ด้วยความมุ่งมั่นยกระดับคุณค่าข้าวไทยและวัตถุดิบการเกษตรของประเทศสู่การก่อตั้ง บริษัท แอลพีพี ไรซ์ บราน ออยล์ จำกัด ซึ่งดำเนินการผลิตและจำหน่ายน้ำมันรำข้าวแบรนด์ LPP OIL และรับผลิตน้ำมันรำข้าวรูปแบบ OEM เพื่อต่อยอดมูลค่าเพิ่มวัตถุดิบตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ภายใต้การดำเนินธุรกิจตามกรอบ ESG ที่ครอบคลุมทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล 

    “เราต้องการเพิ่มมูลค่าจากผลพลอยได้ เพื่อให้ข้าวมีคุณค่ามากขึ้น ซึ่งประเทศไทยเก่งเรื่องการผลิตข้าวและมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวได้อีกมาก เรามองว่า ธุรกิจข้าวในอนาคตไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วย ซึ่งความฝันของเราคือ การทำให้ข้าวไทยสร้างมูลค่าได้มากขึ้น ทั้งต่อเกษตรกร อุตสาหกรรมอาหาร และประเทศไทย 

    ดังนั้นสิ่งที่ LPP Group กำลังลงทุนไม่ใช่เพียงเพิ่มกำลังการผลิต แต่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากข้าวอย่างธุรกิจน้ำมันรำข้าวที่เราเห็นช่องทางการเติบโตตามเทรนด์สุขภาพและการแข่งขันน้อย เราจึงเริ่มจากตลาดน้ำมันดิบและกลุ่มรำสกัดที่ต้องนำไป refined เป็นขวดในปี 2564 ถึงปี 2568 เราต่อยอดน้ำมันดิบที่ส่งให้ญี่ปุ่นเป็นน้ำมันรำข้าวบรรจุขวด”

    สำหรับปัจจุบันบริษัทมีศักยภาพการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ด้วยกำลังบรรจุ 21,000 ตันต่อปี และกำลังการกลั่น 36,500 ตันต่อปี โดยมุ่งเน้นภาคอุตสาหกรรมอาหาร (B2B) และพันธมิตรคู่ค้าระดับโลก โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ รวมถึงบริการรับผลิตสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์น้ำมันรำข้าวทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กับการพัฒนาแบรนด์ LPP OIL เป็นแบรนด์น้ำมันรำข้าวคุณภาพระดับโลก

    ขณะเดียวกันจุดแข็งของบริษัทอยู่ที่ความเชี่ยวชาญในธุรกิจข้าวแบบครบวงจร ด้วยความเข้าใจเชิงลึกด้านข้าว และการเข้าถึงข้าวคุณภาพจากต้นน้ำ ซึ่งสามารถพัฒนาน้ำมันรำข้าวระดับพรีเมียมผ่านเทคโนโลยีการสกัดและการกลั่นมาตรฐานสากล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและสม่ำเสมอ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร พร้อมยกระดับข้าวไทยสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในตลาดโลก รวมถึงระบบซัพพลายเชนครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพข้าวร่วมกับเกษตรกรจนถึงการส่งมอบสินค้าให้ผู้บริโภค เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

    “ในโลกนี้มีผู้ผลิตน้ำมันรำข้าวไม่กี่ประเทศ เพราะรำข้าว 1 ตันสามารถผลิตน้ำมันได้แค่ 15-17% สมมติข้าวเปลือก 1 ตันเท่ากับนา 1 ไร่จะได้รำ 70 โล และกว่าจะได้ 1 ตันอาจจะต้องใช้นา 20-30 กว่าไร่ โดยโรงงานต้องใช้รำวันละ 300 ตันน่าจะใช้รำข้าวเท่ากับนาประมาณ 5,000-6,000 ไร่ต่อการผลิต 1 วัน ทำให้บางประเทศแม้จะผลิตได้ แต่ยังไม่พอสำหรับบริโภคภายในและส่งออกไม่ได้ 

    รวมถึงกระบวนการผลิตที่มีความซับซ้อนและสกัดยากที่สุดถึง 7 ขั้นตอนเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชอย่างน้ำมันปาล์ม น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพดที่มี 3-4 ขั้นตอน โดยเรายังมีความได้เปรียบจากการเป็นต้นน้ำที่ใกล้วัตถุดิบรำข้าวและการเป็นเจ้าของโรงสี ทำให้ต้นทุนลดลงและมีโอกาสซื้อข้าวชาวนาในราคาสูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวนา เราได้ข้าวคุณภาพดี และยังมีเสถียรภาพด้านซัพพลายด้วย”



    ถวิลตอกย้ำความเชื่อมั่นในโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวจากความต้องการผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งคาดการณ์มูลค่าตลาดไว้ราว 1.24 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 4.46 แสนล้านบาทในปี 2569 และจะขยายตัวสู่ระดับ 1.87 หมื่นล้านเหรียญ หรือประมาณ 6.73 แสนล้านบาทในปี 2579 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR 2569-2579) ประมาณ 4.2% 

    โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นตลาดหลักของโลก ทั้งในฐานะแหล่งผลิตและตลาดผู้บริโภคสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกข้าวคุณภาพรายใหญ่ของโลก ด้วยความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำมันรำข้าวคุณภาพสูง

    ขณะที่ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวของบริษัทยังมีค่า Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้เฉพาะน้ำมันรำข้าวในระดับ 10,000-15,550 ppm และคุณสมบัติจุดเกิดควันสูง (high smoke point) ที่ 235 องศา ช่วยลดการเกิดควันระหว่างการปรุงอาหาร ทำให้น้ำมันรำข้าวเหมาะสำหรับการทอดและการปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง     ส่งผลให้ความต้องการจากครัวเรือนและธุรกิจบริการอาหารเพิ่มขึ้น รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยวยังเพิ่มการใช้ในภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากมีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชัน ไม่อมน้ำมัน และลดการเกิดกลิ่นหืน

    นอกจากนั้น ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังผ่านการทดสอบ Cold Test ที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส นานกว่า 5.5 ชั่วโมง โดยไม่เกิดไขในน้ำมันรำข้าว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศักยภาพโดดเด่นของอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันรำข้าว สะท้อนความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตของโรงงาน LPP OIL ที่เลือกใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตทั้งระบบนำเข้าจากยุโรป 

    โดยเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ล่าสุดระดับชั้นนำของโลก รวมถึงโรงงานได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001, GHPs, HACCP, HALAL, FDA และ BRCGS พร้อมทั้งรางวัล “Superior Taste Award 2025” จาก International Taste Institute สะท้อนการยอมรับในระดับนานาชาติ

    "ปีนี้เราวางเป้าหมายการเติบโตธุรกิจน้ำมันรำข้าว 1 พันล้านบาท และ 2.5 พันล้านบาทในระยะ 5 ปี ซึ่งเราวางกลยุทธ์ขยายตลาดส่งออกจากเดิมที่มียอดขายใกล้เคียงกับในประเทศ ขณะที่น้ำมันรำข้าวบรรจุขวดมีสัดส่วน 20% แต่ต่อไปจะเติบโตถึง 70% เนื่องจากเทรนด์สุขภาพและตรงกับความต้องการผู้บริโภค 

    เราเชื่อว่าในอนาคตคนทั่วโลกจะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันรำข้าว โดยปัจจุบันเราได้รับการติดต่อจากหลายประเทศทั้งญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง รวมถึงเรายังมีพาร์ตเนอร์ญี่ปุ่นที่มีความเชี่ยวชาญ 60-70 ปี เขาผลิตขายในประเทศไม่พอจึงต้องการให้เราผลิตส่งสินค้าให้เขาและลูกค้าที่ยุโรป ทำให้เขามาร่วมดีไซน์เครื่องจักรให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่แตกต่างกันทั่วโลก"


    ขณะเดียวกันถวิลยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการคำนึงถึงมิติสิ่งแวดล้อม ด้วยแนวคิด Low Carbon ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ตลอดห่วงโซ่การผลิต ซึ่งระดับต้นน้ำบริษัทได้ทำงานร่วมกับเกษตรกรในการพัฒนาข้าวคุณภาพอย่างยั่งยืน พร้อมส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง

    ส่วนระดับกลางน้ำ เน้นการแปรรูปและควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่โรงสี การแยกรำข้าว การจัดเก็บ และการขนส่งเข้าสู่โรงสกัด เพื่อรักษาคุณภาพวัตถุดิบและลดการสูญเสีย รวมถึงระดับปลายน้ำ โดยเฉพาะกระบวนการสกัดน้ำมันรำข้าวภายใต้มาตรฐานสากลได้มีการนำรำข้าวเข้าสู่การสกัดใน 24 ชั่วโมง เพื่อคงคุณค่าสารสำคัญ เช่น Gamma Oryzanol ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยการมีซัพพลายเชนครบวงจรช่วยให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพ ลดของเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ได้น้ำมันรำข้าวคุณภาพสูงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    นอกจากนั้น บริษัทยังมีระบบ Traceability สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แปลงนาจนถึงผลิตภัณฑ์น้ำมันรำข้าวที่วางจำหน่าย เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระดับสากล และอยู่ระหว่างการเตรียมเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน ESG จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความน่าเชื่อถือขององค์กรและสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง

    "จุดแข็งอย่างแรกซัพพลายเชนเราครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เราใช้เทคโนโลยีทันสมัยดูแลระบบการผลิตต่างๆ เรามีทีมงานคุณภาพทำงานกันแบบครอบครัว และเราเป็นเจ้าของคนเดียว ทำให้ตัดสินใจได้รวดเร็ว สุดท้ายเรื่องต้นทุน เรามีพื้นที่รอบโรงสีครอบคลุมต้นน้ำถึงปลายน้ำช่วยควบคุมต้นทุน และสามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

    อนาคตเราเตรียมนำบริษัทน้ำมันรำข้าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะต้องการให้การทำงานเป็นสากลและสร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้าหรือผู้บริโภค ซึ่งใน 5 ปีเรายังวางแผนสร้างโรงน้ำมันที่มีกำลังการผลิตมากกว่าสิงห์บุรี 2 เท่า โดยจะสร้างในนิคมอุตสาหกรรมของเราที่นครสวรรค์ประมาณปี 2574"

    ขณะเดียวกันกลุ่ม LPP ยังขยายธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมบนพื้นที่ 583 ไร่ ในจังหวัดนครสวรรค์ ภายใต้ บริษัท แอลพีพี อินดัสเตรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งถือเป็นนิคมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารครบวงจรแห่งแรกของไทยบนทำเลยุทธศาสตร์ใจกลางประเทศที่สามารถเชื่อมต่อทุกภูมิภาคและท่าเรือหลักได้อย่างสะดวก โดยมุ่งพัฒนาเป็น Smart Agriculture Industrial Estate เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารในอนาคต 


    “เราตั้งใจทำนิคมที่โฟกัสอุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูงตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อสนับสนุนสินค้าของเกษตรกรไทย และช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชนโดยรอบ ซึ่งสอดคล้องกับการส่งเสริมสินค้าเกษตรมูลค่าสูงของภาครัฐ โดยส่วนหนึ่งเพราะครอบครัวและโรงงานของเราก็อยู่ในพื้นที่นี้ เราจึงไม่ต้องการให้มีมลภาวะหรือธุรกิจเคมีเข้ามาในนิคม นอกจากนั้น เรายังสนใจเรื่องคาร์บอนเครดิตและธุรกิจโรงไฟฟ้า ด้วยการทำให้โรงงานในนิคมของเราเป็นพลังงานสะอาด ตอบโจทย์ความต้องการโลก 

    เรายังมองการเพิ่มมูลค่าน้ำมันรำข้าว เช่น ส่วนผสมเครื่องดื่มชูกำลัง ส่วนผสมเครื่องสำอาง โดยเราวางเป้าหมายการเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพ และผลิตจากเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในโลก ซึ่งสินค้าที่ออกจากมือเราต้องเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไว้ใจและเชื่อมั่นในคุณภาพ โดยภาพลักษณ์เราต้องการเป็นสินค้าที่ใส่ใจคุณภาพของลูกค้าและผู้บริโภค”

    ถวิลกล่าวปิดท้ายถึงความเชื่อมั่นในการทำงานเป็นทีมและทรัพยากรบุคคลเป็นหัวใจความสำเร็จขององค์กรในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการเปิดโอกาสให้ทีมงานได้แสดงความสามารถและพัฒนาทักษะความรู้ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายการสร้างธุรกิจที่มีคุณค่าและต่อยอดภาคเกษตรไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

    "ทีมงานเราประมาณ 300 คน รวมทุกธุรกิจมีหลายรุ่น เราเน้นเรื่องการทำงานเป็นทีม การให้เกียรติซึ่งกันและกัน พูดตรงไปตรงมา มีความจริงใจ และสามัคคี เราทำงานแบบเพื่อนแบบพี่น้อง ทำให้สนุกและทำงานอย่างเต็มที่ โดยผมเหมือนเป็นที่ปรึกษาจากประสบการณ์ด้านต่างๆ ที่ประยุกต์ใช้ได้ ซึ่งการสร้างคนถือเป็นการสร้างองค์กรระยะยาว บางครั้งเราอาจจะให้พนักงานช่วยสอนเพิ่มทักษะให้กัน นอกจากจะแชร์ความรู้ยังทำให้เขาภูมิใจในตัวเองหรือรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น"


ภาพ วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : มงคล ศีลธรรมพิทักษ์ โชว์แต้มต่อทรานส์ฟอร์ม CMO

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine