คนหนุ่มกับความเร็วมักเป็นของคู่กัน ยิ่งมีฐานทุนเป็นกำลังสำคัญด้วยแล้ว ความฝันในเกมกีฬาแห่งความเร็วอย่างมอเตอร์สปอร์ต นับเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่ช่วยเติมเต็มให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้น
หลวง-พสุ ลิปตพัลลภ ชายหนุ่มที่มีไฟฝันชัดเจนในด้านมอเตอร์สปอร์ต ก่อนที่จะก้าวเข้ามาเป็นนักธุรกิจเติมตัวเขาโลดแล่นในเกมกีฬาแห่งความเร็ว และเข้าร่วมแข่งขันรายการสำคัญๆ มาไม่น้อย หลายคนเคยสัมผัสมุมนี้ของเขาแต่อาจไม่ทราบแรงบันดาลใจที่ผลักดันให้เขาก้าวเดินในถนนสายมอเตอร์สปอร์ต เกมแห่งความเร็วที่หลายคนหลงใหล เป็นงานอดิเรกที่พสุทำอย่างจริงจัง ตั้งใจ และยังคงให้ความสำคัญ ให้เวลา และเข้าร่วมรายการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน
“ปกติเป็นคนเล่นกีฬาอยู่แล้ว ปั่นจักรยาน ต่อยมวย ตีกอล์ฟ และที่เล่นจริงจังเข้าแข่งขันด้วยก็จะมีมอเตอร์สปอร์ต เล่นมาเกือบ 10 ปีได้ ก็แข่งมาเรื่อยๆ มอเตอร์สปอร์ตในบ้านเราเข้าถึงได้ไม่ยากนัก” พสุบอกเล่ากิจกรรมยามว่าง วิถีแห่งการพักผ่อนและความบันเทิงส่วนตัว จะเรียกว่าเป็นสปอร์ตแมนคนหนึ่งก็คงไม่ผิด เพราะเขาเล่นกีฬาหลากหลาย และดูเหมือนจะจริงจังกับสิ่งที่รัก ให้เวลา ให้ความสำคัญ และยังคงทำอย่างต่อเนื่อง
แม้ปัจจุบันพสุเป็นผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางของ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) และ บริษัท พราวด์ กรุ๊ป จำกัด ในตำแหน่งกรรมการบริหาร มีโครงการที่ต้องรับผิดชอบดูแลชัดเจน แต่ก็ยังคงเล่นกีฬาโปรด เจียดเวลาให้กับการฝึกฝนและการแข่งขันอยู่เสมอ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ และแรงทุนในกีฬาที่รักอย่างเต็มที่

ทดลองเล่นสู่การแข่งขัน
พสุเล่าว่า จุดเริ่มของกีฬามอเตอร์สปอร์ตของเขา มาจากการทดลองเล่นก่อนจะติดใจและเริ่มเล่นอย่างจริงจังถึงขั้นเข้าร่วมการแข่งขัน “เริ่มที่โกคาร์ทก่อน ตอนนั้นอายุประมาณ 20 กว่า ก็สักประมาณ 10 ปีน่าจะได้ ขับโกคาร์ทแล้วสนุกดีก็เลยอยากได้อะไรที่มันได้ความเร็วมากขึ้น แข่งขันมากขึ้น พื้นที่บริเวณกว้างขึ้น” พสุบอกเล่าประสบการณ์กีฬามอเตอร์สปอร์ต เขาไม่ได้แข่งเฉพาะในประเทศไทย แต่มีการไปร่วมแข่งขันในประเทศใกล้เคียง โดยแข่งในระดับ FIA เกรด มีการวางระบบ วางกฎ และข้อบังคับความปลอดภัยอย่างครอบคลุม ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ตั้งแต่การแข่งขัน Formula 1, World Endurance Championship, Rally, และ GT Racing
การแข่งขันระดับ FIA เกรดในไทยคือรายการ TSS The Super Series โดยมีราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ร.ย.ส.ท.) ดูแล ซึ่งการแข่งขันจะมี 2 แบบคือ แบบ sprint ใช้เวลาในการแข่งขันสั้นราว 35-60 นาทีไม่เกินนี้ อีกแบบคือ การแข่ง endurance racing การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระยะยาวที่เน้นทดสอบความทนทานของรถ นักแข่ง และทีมงาน โดยไม่จำกัดรอบ แต่กำหนดเป็นช่วงเวลาแทน เช่น 4, 6, 12, หรือ 24 ชั่วโมง ซึ่งพสุหันมาลงแข่งขันในแบบหลังนี้มากขึ้น
“ช่วงหลังผมมา endurance เยอะขึ้น อาทิตย์หน้าจะลงแข่ง 12 ชั่วโมง ขับกันทั้งหมด 4 คน ซึ่งปกติเขาจะให้วิ่งกันไม่เกินชั่วโมงก็พัก แต่ตอนนี้เพิ่มลิมิตให้เหมือนต่างประเทศคือ ชั่วโมงครึ่ง” เขาอธิบายว่า การขับต่อ 1 sprint พอขึ้นรถจะจับเวลาต้องวนกลับมาและลงจากรถไม่เกินชั่วโมงครึ่ง ถ้าเกินก็จะโดนปรับเวลา แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องวิ่งให้ครบ 12 ชั่วโมง และให้ขับได้ระยะไกลที่สุด

พสุเล่าว่า เริ่มแรกเขาขับระยะสั้นแบบ sprint มาก่อน รายการที่เริ่มคือ One Make Race การแข่งขันรถยนต์ที่ตัดสินด้วย "ทักษะและฝีมือของนักแข่ง" ซึ่งรถทุกคันเท่ากันหมดห้ามมีการปรับแต่งเครื่องยนต์ช่วงล่างใดๆ ทั้งสิ้น ทุกคนต้องขับเหมือนกันหมด ซึ่งรถทุกคันต้องคำนึงถึงความปลอดภัย เบรกต้องดี และมี roll cage หรือโครงเหล็กนิรภัยเพื่อป้องกันหากรถมีอุบัติเหตุ ที่เหลือก็จะไม่มีการแต่งเติมอะไรให้มันแรง หรืออะไรที่มากขึ้นซึ่งต้องฝึกซ้อมเยอะ แต่ระยะหลังเขาไม่ค่อยมีเวลามากจึงเปลี่ยนมาขับ endurance “ช่วงหลังนี้ไม่ค่อยมีเวลาไปซ้อมเยอะ ซึ่งการขับ sprint ควรต้องลงแข่งทั้งปี เพราะฉะนั้นมันก็จะใช้เวลาซ้อมเยอะ ใช้เวลารวมเกือบเดือน ซ้อมทีก็ 4 วันเป็นอย่างน้อย”
ด้วยข้อจำกัดของเวลาที่เขาต้องใช้ในการทำงานมากขึ้นจึงเปลี่ยนมาขับ endurance เพราะบริหารจัดการเวลาได้ง่ายกว่าเนื่องจากต้องทำงานด้วย และอีกประเด็นที่พสุเผยคือ การขับ endurance คุ้มกับค่าใช้จ่ายมากกว่า เทียบกับการขับสั้นของ sprint ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน เช่น ค่าช่าง ค่าสนาม ค่ายาง ค่าอะไหล่ต่างๆ พวกนี้ต้องจบภายในชั่วโมงเดียวสำหรับ sprint แต่ endurance ได้การขับชั่วโมงที่ยาวกว่า พอหารออกมาเป็นนาทีคุ้มกว่ากัน ในการที่ต้องหาสปอนเซอร์เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ มันคุ้มกว่าเพราะได้ขับเยอะกว่า “อีกอย่างถ้าไปซ้อมบ่อยเดี๋ยวภรรยาจะเริ่มหันมามอง ก็ต้องแบบว่าโอเค เอาเป็นแบบชัวร์ๆ ไปทีให้คุ้มหน่อย”
10 ปียังสนุกขับไม่เบื่อ
สำหรับสนามในการแข่งขันทุกวันนี้ส่วนมากจะแข่งที่สนามบุรีรัมย์ แต่พสุบอกว่า “ถ้าแข่งสนุกสุดก็ต้องบางแสน ปิดถนนเลียบชายหาดแข่งกัน” เขาเล่าอย่างออกรส เพราะสัมผัสกับเกมกีฬานี้มานาน ส่วนสนามพีระเซอร์กิตพสุบอกว่า สนามก็โอเค มีความขลัง มีความคลาสสิก เพราะอยู่มาหลายสิบปีมาก แต่สนามค่อนข้างสั้นน่าจะประมาณกิโลเมตรนิดหน่อย และด้วยการเป็นสนามเก่าจึงไม่ได้มีบริเวณรันออฟเผื่อสำหรับการเกิดอุบัติเหตุ สำหรับการใช้ความเร็วสูงมากๆ แต่สนามนี้ก็ขับสนุกไปอีกแบบ “ผมขับมาแล้วเหมือนกัน ที่ยังขับอยู่ทุกวันนี้ก็ยังสนุกอยู่ และเป็นการขับเป็นทีม ฝึกความเป็น Teamwork ด้วย”
“ปีนี้ผมอายุ 39 แล้ว ขับรถมาตั้งแต่ 20 ปลายๆ ยังคงสนุกกับมัน ทำให้ยังขับทุกปีไม่เว้น แม้ในช่วงโควิดก็ใส่หน้ากากเพราะเป็นกีฬาที่ขับคนเดียวในรถไม่เสี่ยง ก็ถือว่าได้เข้าร่วมแข่งขันมาตลอด” เขาเล่าและว่า เนื่องจาการแข่งรถต้องเตรียมการล่วงหน้า ทุกอย่างเตรียมไว้หมดแล้วถึงเวลาก็ต้องแข่ง ซึ่งก็ปลอดภัยเพราะไม่ได้แออัดหรือสัมผัสตัวกัน เรื่องโรคระบาดไม่น่าห่วงสำหรับการแข่งรถ แต่เรื่องฮีทสโตรกต้องระวัง เพราะสนามเป็นเอาต์ดอร์ด้วย “อาการฮีทสโตรกนักแข่งทุกคนก็ระวัง เพราะบ้านเราอากาศร้อนคือร้อนมากๆ ชุดแข่งก็ร้อน รถก็ร้อน เพราะรถแข่งไม่มีแอร์ ต้องพร้อมรับมือกับสภาพอากาศ”
แม้จะยอมรับว่ามีอุปสรรคและไม่ได้สะดวกสบายเสียทีเดียว แต่พสุก็ยังคงชื่นชอบในเกมกีฬามอเตอร์สปอร์ต และยังคงลงสนามอยู่ทุกปี เมื่อถามว่า แข่งรถแล้วรู้สึกว่าได้นำความรู้ หรือบทเรียนอะไรมาใช้กับชีวิตและการทำงาน เขาตอบว่า “ถ้าอิงกับเรื่องชีวิตหรือว่าเรื่องงาน การแข่งรถมันจะทำให้เรารู้จักการโฟกัสกับเป้าหมาย แม้จะเป็นการขับรถวนไปหลายๆ รอบในแต่ละครั้งก็ต้องมีเป้าเพื่อให้ดีขึ้น เป็นการพิชิตเป้าหมายเหมือนกัน” มันทำให้ต้องคิดและวางแผนตลอด เพราะแพ้ชนะกันเป็นจุดวินาที ดังนั้น ทุกที่ต้องวางแผน ซึ่งสไตล์การขับหรือการเบรกของบางคนไม่เหมือนกัน นั่นหมายถึงทุกอย่างมีความหมายหมด จุดเบรก วิธีการแซง วิธีกันไม่ให้เพื่อนแซง สภาพของยางก็สำคัญมาก
“ยางมันจะแย่ลงเรื่อยๆ เวลาเราขับใช่ไหมครับ ถ้าเป็น endurance ที่แข่งยาวเราต้องกะว่าจะเข้ามาให้ทีมช่างเซอร์วิสตอนไหน ทั้งเติมน้ำมัน เปลี่ยนยาง เซอร์วิสรถในระหว่างการแข่งขันให้เร็วที่สุด” เขาบอกว่า มันเป็นเกมที่ต้องแข่งกับเวลา เปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตปกติ คนเราก็ต้องวางแผนและรู้ว่าต้องปรับตัว ต้องใช้เวลาอย่างไรในเวลาที่มีอย่างจำกัด ตรงกับหลักคิดที่ว่า “อย่าเสียเวลา เพราะเวลาเป็นเงินเป็นทอง” เขาเชื่อมโยง 2 สิ่งที่รัก กีฬามอเตอร์สปอร์ตและการทำงาน การใช้ชีวิต นำมาประยุกต์ให้เหมาะสมลงตัวเพื่อใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

พสุย้ำว่า ทุกอย่างเป็นเรื่องของเวลาที่ต้องบริหารจัดการ ทำอย่างไรให้ใช้เวลาน้อยที่สุดคุ้มที่สุดภายในกรอบและกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ “เหมือนเราทำโปรเจกต์ ทำอย่างไรให้ใช้เวลาได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ตั้งเป้าสิ่งที่เราอยากทำให้ทำได้มากที่สุด และบริหารเรื่องที่เราคาดการณ์ไม่ได้ เหมือนเวลาอยู่ในสนามแข่ง” เขายกตัวอย่างเรื่องสภาพอากาศซึ่งอาจมีฝนตกกะทันหันในวันที่แดดจ้า กลายเป็นอุปสรรคไม่คาดคิดก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ หรืออุบัติเหตุอาจมีรถคันหน้าพังขวางทางจะหลบเลี่ยงให้ทันอย่างไร หรือบางครั้งอาจต้องรอการเคลียร์สนาม จากนั้นก็ออกสตาร์ทกันใหม่ จะสตาร์ทจังหวะไหนทำให้คู่ต่อสู้เสียจังหวะ และให้ไปได้เร็วขึ้น หรือกลับกัน หากรถเราเองที่มีปัญหาจะประคองยังไงให้จบ หรืออาจต้องกันไม่ให้คันข้างหลังแซงต้องทำอย่างไร อาจต้องขับมาบล็อกเขาในสนาม เหล่านี้ล้วนเป็นทริกที่ต้องใช้ประสบการณ์และไหวพริบตลอดเวลา
“การขับรถทำให้มันดีที่สุดและเหมือนเดิมได้ตลอดเวลามันก็ไม่ง่าย ทุกอย่างต้องคิดเผื่อ ดินฟ้าอากาศ วิธีการขับโดยเฉพาะ endurance ต้องอึด บางครั้งก็เสี่ยงฮีทสโตรกเพราะแค่ชุดก็ร้อนอยู่แล้ว” เขายังคงบอกเล่าประสบการในการแข่งขันหลายปีที่ผ่านมา “ผมไปขับที่บางแสนทีนึงเวลาเราต้องใส่ชุดกันไฟก่อนและมีเบสเลเยอร์ และชุดแข่งมันก็จะร้อนมาก ขณะที่อากาศบ้านเราก็ร้อนมากอยู่แล้ว” นอกจากนี้ ในสนามที่ปิดเพื่อแข่งยังมีการ์ดเรลที่เป็นกำแพงขึ้นมากันอุบัติเหตุ และข้างล่างเป็นคอนกรีตก็จะความร้อนเพิ่มขึ้นมาอีกซึ่งอบอ้าวมาก บางครั้งระบบน้ำดื่มในรถเสียก็ต้องทนขับคอแห้งไปกว่าชั่วโมงครึ่งก็มีเหมือนกัน เพราะกลับมาซ่อมไม่ได้จะเสียเวลาก็ต้องอึดกันไป
ในเกมการแข่ขันที่ต้องลากยาวก็ต้องอึด นักแข่งก็เหมือนคนนำทีม เพราะสปอนเซอร์ให้มาเป็นทีม หากเกิดอุบัติเหตุแข่งต่อไม่ได้ทุกอย่างก็เสียหมด ก็เป็นความคาดหวังที่ต้องรับไว้ว่าต้องทำให้ได้เพื่อทีมได้ไปต่อ “อย่างที่บอกการแข่งรถคือการทำงานเป็นทีม มีผู้จัดการทีมวางแผน ทีมช่างเตรียมรถทุกอย่าง หากทำพลาดก็เป็นความผิดเรา มันก็เครียดเพราะทุกคนทำมาเพื่อเรา สถานการณ์แบบนี้ก็เหมือนการทำงาน เช่น ทำโปรเจ็กต์ออกมาหมดแล้วไปขายให้ลูกค้า ลูกค้ามีปัญหาเราก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ หรือเราเป็นคนนำทีมทำโครงการ โครงการมีปัญหาจะไปโทษช่างคนไหน หรือโทษลูกน้องคนไหนก็ไม่ได้ ก็ต้องเป็นเราที่รับผิดชอบ แข่งรถมันก็สอนอะไรเยอะนะครับ ผมว่าที่สําคัญสุดคือมันได้สมาธิ เพราะสุดท้ายแล้วมันมีแต่เราคนเดียว สู้กับความตั้งใจเป้าหมายของทั้งทีม”
ภารกิจในการขับแข่งดูเหมือนจะเป็นการแบกรับความคาดหวังของทั้งทีม แต่พสุบอกว่า นี่ก็เป็นอีกบทเรียนที่ทำให้เขาตระหนักเรื่องความรับผิดชอบ ความกดดัน และความคาดหวัง ซึ่งไม่ต่างจากการทำงานที่ทุกคนต้องเจอเรื่องความคาดหวังและความรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เปลี่ยนบรรยากาศต่างกันไป สิ่งที่เขาเรียนรู้คือ ความอดทนและความอึดในสนามที่ต้องแข่งขันเป็นเวลานาน แต่เขาก็ยังบสนุกและทำมันอย่างต่อเนื่อง แม้บริบทการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไป
ในฐานะผู้บริหารเขามีโครงการต้องรับผิดชอบ มีครอบครัวมีลูกให้ต้องดูแล เขายังคงแบ่งเวลาให้กับความชื่นชอบในมอเตอร์สปอร์ตอย่างเหนียวแน่น สนุกและท้าทายทุกครั้งที่ได้ลงสนาม สิ่งที่เขาอธิบายได้สะท้อนตัวตนในการเป็นนักแข่งรถของนักธุรกิจหนุ่มวัย 30 ปลาย ที่ยังคงมีพละกำลังและมีไฟฝันกับสิ่งชอบ และยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
สวมหมวกดีเวลลอปเปอร์
จากสนามความเร็วมาสู่สนามธุรกิจพสุบอกว่า เขาเริ่มมาทำงานตั้งแต่พราวด์ กรุ๊ป เริ่มต้นขึ้น และร่วมมือบริหารกับครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมสร้างพราวด์ กรุ๊ปให้เติบโตจากเป็นบริษัทน้องใหม่ก้าวสู่การเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่แข่งขันได้กับเจ้าตลาด ยิ่งเมื่อขยายสนามการแข่งขันไปสู่ทำเลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นหัวหินหรือภูเก็ต “เรากับบริษัทอสังหาฯ รายใหญ่ระดับ top 5 ของประเทศ ความสามารถในการแข่งขันมันลงมาเกือบจะเท่ากัน เพราะเราเลือกสนามแข่งขันที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ” เขาย้ำว่า ตลาดภูเก็ต 90% คือต่างชาติ ความท้าทายเรื่องของการพัฒนา ความท้าทายเรื่องความถูกต้องของโฉนดที่ดิน เรื่องการรู้จักคนในท้องถิ่น อบต. เทศบาล จังหวัด ตัวแปรพวกนี้มันเท่ากัน อยู่ที่ว่าใครจะเข้าถึงในรายละเอียดได้ดีกว่า
“เราก็รู้จักพื้นที่รู้จักคน บางทีในแง่มุมของการทําเราอาจรู้จักดีกว่า เพราะฉะนั้นมันเท่ากันแล้ว มันแข่งกันได้ สําหรับตัวเล็กแบบเรามันพอสูสี” เขายกตัวอย่างการทำอสังหาฯ กับสนามแข่งรถเปรียบเทียบกรุงเทพฯ ก็เหมือนสนามใหญ่อย่างบุรีรัมย์ แต่พอมาลงถนนแข่งอย่างสตรีตเซอร์กิตความได้เปรียบก็เปลี่ยนไป เหมือนกับการพัฒนาอสังหาฯ ที่ภูเก็ต ซึ่งพราวด์ กรุ๊ป ทำมาก่อนก็สามารถแข่งขันได้เปรียบ สุดท้ายมันเหมือนการแข่งรถว่าทําอย่างไรให้การแข่งขันเหมือนกันแต่เราได้เปรียบมากที่สุด

พสุเปรียบเทียบการแข่งรถกับการทำธุรกิจโดยไม่ได้ลงรายละเอียดมากแต่เป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยอยู่พอสมควร บัณฑิตด้านไฟแนนซ์จากอังกฤษดูจะไปด้วยกันได้ดีกับงานบริหารบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะนอกจากดีกรีด้านไฟแนนซ์ พสุยังเคยทำงานเป็นนายธนาคารที่สิงคโปร์และฮ่องกงอยู่ถึง 9 ปี ที่ธนาคารเอบีเอ็นแอมโร ธนาคารรอยัลแบงก์ของสกอตแลนด์ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด โดยทำหน้าที่ขายอนุพันธ์ทางการเงิน และบริหารอนุพันธ์เพื่อบริหารความเสี่ยง อนุพันธ์เพื่อการลงทุน โดยเป็นอนุพันธ์ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน และอีกหน้าที่คือ ดูตลาดทุนประเภทตราสารหนี้ มีความรู้เรื่องการลงทุนพอสมควร เพราะเรียนจบตรงมาสายการเงินการลงทุน
ส่วนภารกิจในพราวด์ กรุ๊ป พสุบอกว่า เขาเริ่มเข้ามาทำงานให้ครอบครัวตั้งแต่การเริ่มต้นของพราว เรียลเอสเตท ซึ่งเพิ่งหันมาเน้นการพัฒนาที่อยู่อาศัยในช่วงปี 2021-2022 ก็ทำมาตั้งแต่ต้น แต่ก่อนหน้านั้นทางครอบครัวพัฒนาอสังหาฯ แบบโครงการเพื่อสันทนาการมาก่อน เช่น สวนน้ำ สปอร์ตคอมเพล็กซ์ โรงแรม อย่างที่ทราบกันดีที่หัวหินและภูเก็ต
จุดเปลี่ยนมาจากก่อนหน้านี้ที่พราว เรียลเอสเตท เคยทำอสังหาฯ โครงการใหญ่เป็นการพัฒนาคอนโดฯ ที่ทำเลสุขุมวิทชื่อ “พาร์ค 24” เป็นโครงการใหญ่มี 5 อาคาร มูลค่ารวมกว่า 1.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่อมาได้ขายทั้งโครงการให้กับออริจิ้น ซึ่งปัจจุบันเป็น พาร์ค ออริจิ้น เป็นแบรนด์อสังหาฯ ระดับลักชัวรี่ของอริจิ้นซึ่งพสุบอกว่า โครงการนี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาสนใจตลาดที่อยู่อาศัย และต่อมาก็ได้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่องมากขึ้น
สำหรับพสุงานคือ ภารกิจที่รักไม่ต่างไปจากเกมกีฬาความเร็ว เขายังคงรักษาระยะทางของทั้งสองกิจกรรมนี้ไว้อย่างเต็มที่ รวมถึงภารกิจครอบครัวที่เริ่มมีสมาชิกใหม่ให้ต้องดูแลเอาใจใส่มากขึ้นด้วย
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ TSS The Super Series
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ยุคนิวเคลียร์ใหม่ “Aalo Atomics” ผลิตไฟฟ้าป้อน Data Center โกยเงินรับกระแส AI เฟื่องฟู


