วิศวกรหนุ่มที่สร้างธุรกิจเองตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยจัดหาสินค้าต่างๆ ให้กับงานโครงการ และขยายเป็น 3 บริษัทในเวลาต่อมา ล่าสุดปี 2568 มีรายได้รวม 620 ล้านบาท
คราวที่เปิดบริษัทแรก ณภัทร แดนดํารงสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริลลิแอนซ์ จำกัด พบว่า โคมไฟเป็นสินค้าที่ทำเงินได้ จึงหันมาโฟกัสสินค้ากลุ่มนี้ และพัฒนาแบรนด์ของตนเอง รวมทั้งนำเข้าและจำหน่ายโคมไฟจากต่างประเทศโดยจำหน่ายแบบ B2B
ปลายปี 2568 ขยายสู่กลุ่ม B2C โดยร่วมกับ วรัญญู จินดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอทูอี ซัพพลาย จำกัด เปิดศูนย์รวมวัสดุหรูและเทคโนโลยีบ้านครบวงจร บจ. โอทูอี ซัพพลาย นำเสนองานกระเบื้องในชื่อโชว์รูมว่า FIANDRE ส่วนงานแสง เสียง และระบบสมาร์ทโฮมเป็นของ บจ. บริลลิแอนซ์ และบริษัทอื่นๆ ในชื่อโชว์รูมว่า PANTHEON หรือสถานที่รวมเทพ เพื่อสื่อความว่าสินค้าที่จำหน่ายเป็นแบรนด์ระดับท็อปทั้งสิ้น
แหล่งรวมเทพ
PANTHEON เป็นศูนย์รวมของนวัตกรรมและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ลูกค้าสามารถสัมผัสแสง เสียง ระบบสมาร์ทโฮม พร้อมสัมผัสนวัตกรรม lifestyle integration ได้ด้วยตนเองที่โชว์รูมแห่งนี้ (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น LUMENCRAFT)
ไฮไลต์ผลิตภัณฑ์ อาทิ โคมไฟ Architectural Lighting จาก LUMENCRAFT และแบรนด์ไฟตกแต่งดีไซน์ระดับโลก เช่น Quasar, Bomma, Penta, Bover, Knikerboker, a-emotional light รวมทั้งเครื่องเสียงแบรนด์ KEF ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับโลก กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ เจ้าของบ้านลักชัวรี่ บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โครงการไฮเอนด์ รวมทั้งอินทีเรียร์ดีไซเนอร์และสถาปนิกที่ต้องการโซลูชันครบวงจร
“ผมเอาลำโพงที่ดีที่สุด เอาไฟที่มั่นใจว่าดีที่สุด สวิตช์ ปลั๊กดีๆ มารวมด้วยกัน ที่นี่ใช้ชื่อโชว์รูมว่า Fiandre x กับ PANTHEON สามารถ blend กันได้ไม่มีปัญหา ไฟของผม พื้น กระเบื้องของเขา...ผมอยากทำตลาดงานบ้านส่วนบุคคลอยู่แล้ว ตอนแรกก็ทำโดยหาอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ แต่ไม่มีโชว์รูม พอดีเพื่อนอยากเปิดสินค้ากระเบื้องตัวใหม่โดยแยกจากโชว์รูมเดิม มาได้ที่ทองหล่อก็ถามว่าสนใจไหมจะทำโชว์รูมใหม่ ผมทำไฟ เขากระเบื้องน่าจะไปด้วยกันได้ ผมก็ว่าดีเหมือนกัน ตลาดงานบ้านต้องมีโชว์รูมก็เลยมาลุยด้วยกัน ทีมงานเซลส์แยกกัน แต่พยายามส่งไม้ต่อ ถ้ามาดูไฟก็เชิญไปดูงานกระเบื้องด้วย...”
“เราทำโชว์รูมเป็น B2B2C โฟกัสเจ้าของบ้านระดับกลางถึงบน และกลุ่มที่เป็นผู้ออกแบบกลุ่มอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ กลุ่มสถาปนิก...ส่วนโครงการเป็นพวก luxury เพราะส่วนใหญ่ developer มักจะคิดถึงโคมไฟเป็นลำดับท้าย ดังนั้น จะโฟกัสเจ้าของบ้านก่อน”
ภายในโชว์รูมแบ่งเป็นโซนต่างๆ เช่น ห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ บริเวณที่เป็นมุมรับแขก มีแชนเดอเลียร์แขวนบนเพดาน มุมหนึ่ง ทำเป็นห้องเล็กๆ ที่ตบแต่งผนังด้านหนึ่งด้วยงานกระเบื้อง และกรอบไม้ทรงฟรีฟอร์ม มีแจกันสีขาวตัดกับสีของกิ่งไม้และดอกไม้วางประดับอยู่ แสงไฟบนเพดานที่ส่องมายังภาพขับเน้นให้ดูมีมิติและสวยงามมากขึ้น
“ผมมองว่าไฟไม่ใช่แค่แสงสว่าง เป็นส่วนเสริมให้สิ่งเหล่านั้นสวยขึ้น ทำให้บ้านมีมิติมากกว่าการให้แสงสว่าง จริงๆ ไม่มีอะไรผิด อยู่ที่จุดประสงค์การใช้ ต้องการให้ห้องนั้นเป็นห้องอะไร...ซีนสุดท้ายเป็นการประหยัดไฟ”
นอกจากนี้ ยังมีระบบต่างๆ ที่ควบคุมด้วยโทรศัพท์มือถือ เช่น ปิดเปิดหลอดไฟหรือลำโพงเครื่องเสียง “ปิด 1 ดวงหรือเป็นโซน หรือเปิดจากข้างนอกก็ได้ สมมติเพื่อนมารอก่อน ผมก็เปิดเพลงให้ตั้งแต่อยู่ข้างนอก...ของที่มาตกแต่งค่อนข้างแพง เช่น ลำโพง...ผมอยากให้ลูกค้าสัมผัสประสบการณ์จริงว่าทำในบ้านได้ขนาดนี้หรือมาที่เดียวจบ ได้หลายอย่างทั้งไฟเครื่องเสียง home automation เราคัดแต่แบรนด์ท็อปๆ มาไว้”

สำหรับแบรนด์ของบริษัทเขาบอกว่า มีตั้งแต่ระดับกลางถึงไฮเอนด์ ของมีคุณภาพราคาต่ำกว่าพันบาทก็มีหลายรุ่น อยากให้บ้านมีโทนแบบโรงแรมใดทีมงานสามารถแนะนำได้ หากชอบความหรูหราอาจต้องใช้สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ระหว่างให้สัมภาษณ์ณภัทรชี้ให้ดูโคมไฟซึ่งประดับอยู่บนเพดานในโชว์รูม
“อย่างพวก decorative เหล่านี้ พวกช่อที่อยู่บนศีรษะผมมองว่าเป็นงานอาร์ตในบ้าน นำเข้าจากยุโรปราคาสูงนิดหนึ่ง เป็นงานศิลปะที่ใช้ดีไซเนอร์ออกแบบ อย่างแบรนด์ Quasar จุดเด่นเป็นเส้นสายผสมออกมาเป็นงานศิลปะ อย่างโคมตรงหัวบันไดเป็นแก้วโบฮีเมียนจากสาธารณรัฐเช็ก เขาผลิตแก้วมา 200 ปี มีความใสเป็นพิเศษ ตัวที่ 3 Penta ของอิตาลี แบรนด์ดังตอบโจทย์หลายดีไซน์ของบ้าน มีทั้งแบบแก้วและเหล็ก ตัวที่ 4 Bover มีทั้ง indoor และ outdoor...คือเรานำเข้าหลายแบรนด์ ไฟทุกอย่างจบได้ที่ผม”
เปิดตำราจากออนไลน์
ณภัทร แดนดํารงสุข และ เอกวิทย์ คีรีกุลพันธ์ เป็นเพื่อนที่เรียนศศินทร์ด้วยกัน ทั้งคู่ร่วมกันก่อตั้ง บริษัท บริลลิแอนซ์ จำกัด ในปี 2551 โดยณภัทรมีประสบการณ์เป็นพนักงานบริษัทเอกชนเพียง 2 ปี เขากล่าวถึงแรงบันดาลใจที่ต้องการสร้างกิจการของตนเองว่า
“ผมอยากมีธุรกิจของตัวเองตั้งแต่เด็ก หากเริ่มช้าอาจติด comfort zone ออกมายาก และตอนนั้นอยากสร้างฐานะด้วย...ที่บ้านเป็นร้านขายผ้าเล็กๆ อยู่ในสำเพ็ง ตอนผมเรียนจบปริญญาโทคุณพ่อขาดทุนมาสักพักแล้ว พอผมจบโทเขาปิดร้านทิ้ง...บอกชีวิตนี้พอแล้ว พักแล้ว ที่เหลือดูแลตัวเองได้แล้ว เขาคิดว่าความรู้ที่ให้คือสมบัติ”

ปัจจุบันบริษัทนำเข้าและจำหน่ายโคมไฟ อุปกรณ์ส่องสว่างจากต่างประเทศ และมีแบรนด์ของตนเองชื่อ LUMENCRAFT หน้าเว็บไซต์บริษัทระบุว่าเป็น total lighting solutions provider ลูกค้าหลักคือ โรงแรม รีสอร์ต อื่นๆ ก็มีช็อปปิ้งมอลล์ คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ภัตตาคาร โชว์รูม พิพิธภัณฑ์ เป็นต้น
ผู้บริหารวัย 43 ปี กล่าวถึงประสบการณ์ช่วงแรกที่เริ่มต้นธุรกิจว่า ค่อนข้างลำบาก โดยเริ่มจากการขอโอกาสจากเจ้าของโครงการและได้งานขนาดเล็กๆ มูลค่า 200,000-300,000 บาท
“เราไปเข้าพบผู้รับเหมาเจ้าใหญ่ได้ แต่เขาให้เราลองงานเล็กๆ ก่อน ตอนแรกขายอะไรไม่ได้เลย อยากจะขายจอ LED ด้วย แต่ทุกอย่างยากหมด เพราะไม่มีประสบการณ์ขาย และเพิ่งเปิดบริษัทแรก พอเริ่มขายไฟและเป็นเงินจริงๆ เข้ามา เห็นว่านี่คือแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์ มันทำเงินได้ เลยเริ่มมาศึกษาด้านแสงสว่างเยอะขึ้น หาลูกค้ามากขึ้น
“ลูกค้าคนเดิมที่ไว้วางใจให้เราดูแลมาโดยตลอดเขาก็ให้งานที่ใหญ่ขึ้นๆ จากงานโคมไฟภายนอก 300,000 บาท ก็เป็นโครงการที่ใหญ่ขึ้นอย่างงานที่มีมูลค่าล้านกว่าบาท พอทำ Terminal 21 อโศกก็มาทำ lighting เต็มตัว...ตอนแรกยังจับทางไม่ถูก งมอยู่ 2 ปี แต่พอรู้ว่า lighting เป็นสิ่งที่เป็นอนาคตก็มาทำเต็มตัว”
ณภัทรเรียนจบปริญญาตรีด้านวิศวกรรมอุตสาหการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาทั้ง 2 ใบที่ได้มาไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำเลย
“ผมเรียนจาก Google นี่แหละ ลูกค้าสอนบ้าง พอรู้ว่าไฟคืออนาคตของเราก็ศึกษาเยอะ นั่งต่อเอง test เองให้รู้จริงเพื่อแนะนำลูกค้าได้ รู้ว่าไฟหาเงินให้เราก็ต้องดูแลรักษา เรียนรู้กับมันเยอะๆ”
ในช่วงแรกบริษัทนำเข้าสินค้าหลายชนิด เน้นจัดหาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า ต่อมาจึงทำแบรนด์ของตนเองโดยจ้างโรงงานผลิต
“เราคัดเลือกโรงงานเป็นร้อยแห่ง เพราะแต่ละแห่งมีความถนัด ความเก่งไม่เหมือนกัน เช่น โคมไฟ outdoor ปักดิน โคมไฟหลืบ เราต้องไป visit ใช้เวลาและประสบการณ์ระยะหนึ่งเพื่อหาโรงงานที่จะทำแบรนด์ให้...พอธุรกิจอยู่ตัวประมาณหนึ่งก็กลับไปหาสินค้าอื่นมาขาย เช่น ลำโพง เริ่มมี solution อื่นบ้าง”
หลังเปิดบริษัทแรกได้ประมาณ 5-6 ปี ณภัทรอยากทำงานอื่นนอกเหนือจากงานโปรเจกต์ และคิดว่าควรทำธุรกิจขายส่ง ปี 2557 จึงตั้งบริษัทใหม่ชื่อ บจ. เดอะ วัน ไลท์ติ้ง โดยให้ “เอกวิทย์ คีรีกุลพันธ์” ซึ่งเป็นหุ้นส่วนแยกไปทำตลาดใหม่ และเป็นผู้บริหารบริษัท โดยจำหน่ายโคมไฟ หลอดไฟ อุปกรณ์ส่องสว่างเช่นกัน โดยนำเข้าและค้าส่งผลิตภัณฑ์ส่องสว่างประเภท LED ที่มีคุณภาพมาตรฐาน มอก. เจาะกลุ่มแมสในราคาที่จับต้องได้ ภายใต้แบรนด์ LiTON และ LUX ONE
บริษัทที่ 3 ชื่อ บจ. ไลท์ติ้ง โซลูชั่น ก่อตั้งในปี 2561 และมีหุ้นส่วนคนที่ 3 เป็นผู้บริหาร โดยจำหน่ายสินค้าแบรนด์ชั้นนำระดับโลกจากยุโรปและจีน ผลิตภัณฑ์และบริการ อาทิ ระบบไฟส่องสว่างในตู้แช่เย็น ระบบไฟอัจฉริยะ ปลั๊กและสวิตช์ระบบควบคุมอัจฉริยะสำหรับบ้านและอาคาร รวมทั้งบริการด้านระบบไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้งไปจนถึงการบำรุงรักษา

“เวลาไปขายงานโครงการหลังนำเสนอเสร็จแล้วลูกค้ามักถามว่า มีอย่างอื่นขายไหม มีสวิตช์หรือปลั๊ก หรือมีอะไรอีกบ้างไหม ก็เลยเปิดบริษัทที่ 3 เพื่อขายสินค้าตัวอื่น และเป็นตัวแทนกล้องวงจรปิดบางแบรนด์ด้วย มีวางจำหน่ายในเซเว่นฯ รวมทั้งสินค้าอื่นๆ อีกหลายตัว เช่น ไฟตู้แช่ ไฟป้าย เป็นต้น
“บริษัทแรกกับบริษัทที่ 2 ผมกับเอกถือหุ้นเท่ากัน บริษัทที่ 3 ผมกับเอกถือหุ้น 40/40 อีกคนถือ 20 บริษัทไหนใครดูแลก็เป็นกรรมการผู้จัดการ ผมดูแลบริษัทบริลลิแอนซ์อย่างเดียว ดูแล LUMENCRAFT ไฟนำเข้าต่างๆ อุปกรณ์ส่องสว่าง งานโปรเจกต์ รวมถึง segment ใหม่ที่เป็นงานบ้าน บริษัทที่ 2 ทำขายส่ง บริษัทที่ 3 เป็น lighting solution ทำงานระบบ”
จุดเด่นคือการบริการ
ในระยะเวลา 10 กว่าปี เขาก่อตั้งมาแล้ว 3 บริษัท ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากโครงการใหญ่ๆ ถามว่า ทำไมลูกค้าถึงเลือกใช้บริการทั้งที่บริษัทอื่นก็ขายสินค้าคล้ายๆ กัน เขาตอบด้วยน้ำเสียงนิ่มๆ ว่า “ผมว่าเป็นเพราะความรับผิดชอบ ทุกๆ คนขายของได้ ไม่มีใครเติบโตถึงทุกวันนี้ไม่เจอปัญหา ผมรับผิดชอบทุกงาน ยืนอยู่ตรงนั้นกับลูกค้า หากมีปัญหาผมรับผิดชอบทุกอย่าง ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม...
“ปัญหาเกิดขึ้นได้บ้าง แต่เราดูแลและบริการลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้า VIP ผมรับโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง...เราไม่ได้ลำบากอะไร รับเรื่องไว้ เราจะทำตอนนั้นหรือวันรุ่งขึ้นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าต้องรับสาย service mind สำคัญมาก เราไม่ได้ขายโปรดักต์เป็นหลัก แต่ขายงานบริการลูกค้า อะไรที่ทำให้ลูกค้าทำงานน้อยลง ลูกค้าสบายขึ้น ไม่ใช่ว่าไฟดี เอาตรงๆ หลายบริษัทก็ขายไฟคุณภาพดี แต่การหา solution การคิดแทนลูกค้า ไปอยู่ในจุดที่ลูกค้าอยู่และช่วยเหลือ...ปกติบ้านหรืองานโครงการจะมีผู้รับเหมา ผมมีหน้าที่เอาแบรนด์มาคุย เอาสินค้าที่เหมาะสมไปใช้ ช่วยดูแลสเปกและภาพรวมสินค้าที่ใช้”
“ทุกปีผมจะไปงานแฟร์ที่จีน ฮ่องกง และยุโรปๆ มี 2 แห่งคือที่ Frankfurt และ Milan ไปเพื่ออัปเดตเทรนด์ แฟชั่น เทคโนโลยีของโคมไฟ คนไม่อยู่ในวงการคิดว่า downlight คือ downlight แต่ความจริงมี detail ค่อนข้างเยอะ อย่างที่ดูในห้องคือส่วนเล็กๆ ความจริงกว้างกว่านั้นอีกมาก มีโคมไฟ downlight แสงสว่าง ทำหน้าที่หลากหลาย วัตถุประสงค์การใช้งานไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นงานบ้านผมใช้ประสบการณ์จากที่มีตอบ เหลือเฟือที่จะทำให้บ้านลูกค้าสวยแล้ว เพราะต้องทำงานกับ lighting designer ระดับประเทศมาตลอด”
ปี 2567 บจ. บริลลิแอนซ์ มีรายได้ประมาณ 221.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7.2 ล้าน และปี 2568 ยอดขายยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยมีรายได้ 240 ล้านบาท
“ผมทำโคมไฟให้งานโปรเจกต์ทุกประเภท แต่เน้นที่งานโรงแรมจึงมีผลกระทบน้อยหน่อย เพราะปี 2568 ที่กระทบคืออสังหาริมทรัพย์ คอนโดฯ และบ้านจัดสรร ผมไม่ค่อยได้ทำโซนนั้น คือ developer จะมองว่าต่อให้เป็นบ้าน luxury ลูกค้าซื้อแล้วมักจะไปตกแต่งเอง...ผมจึง target งานโรงแรมซึ่งมี budget และ spend สินค้างานคุณภาพมากกว่า ลูกค้าโรงแรมของบริษัท เช่น กลุ่มแกรนด์เซ็นเตอร์พอยต์ แอสเสทเวิลด์”

ทั้งนี้รายได้หลักของ บจ. บริลลิแอนซ์ มาจากงานโปรเจกต์ โดย 90% เป็นงานโรงแรม อีก 10% เป็นร้านอาหาร อาคารออฟฟิศ
“เราโตมากับงานโรงแรม งานอื่นก็ทำได้หมด ทั้ง warehouse อุตสาหกรรม งานสนามฟุตบอล...เนื่องจากงานโรงแรมละเอียดกว่างานประเภทอื่น เราก็อยากเอาประสบการณ์ที่มีมาถ่ายทอดให้คนทำบ้าน ทำให้บ้านสามารถสวยเหมือนโรงแรมได้ คนมักจะเอา reference โรงแรมมาให้ดู บอกอยากได้ห้องนอนแบบนี้ เพราะไปนอนโรงแรมมา...ผมทำโรงแรมเป็น 100 แห่งแล้ว อยากได้ห้องแบบไหนให้ผมช่วยดูให้ได้”
นั่นเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาขยายมาจับตลาดบ้านส่วนบุคคล โดยเปิดโชว์รูม PANTHEON ในโครงการ DecorScape Thonglor ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากแพลตฟอร์มออนไลน์ของบริษัท และการทำตลาดร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์
“มีลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายให้ความสนใจจำนวนมาก เป็นทั้งเจ้าของบ้านรวมถึงผู้ออกแบบ ให้ความรู้สึกเกี่ยวกับโชว์รูมตรงกับวัตถุประสงค์หลักของโชว์รูมที่ต้องการสื่อออกไป คือที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านขายไฟ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องการให้มาเรียนรู้และสัมผัสประสบการณ์ด้านแสงสว่าง...เป้าหมายปีนี้อยากเพิ่มส่วนของงานบ้านจาก 5% เป็น 30% ภายในปี 2569 โดยงานโปรเจกต์ 95% ยอดไม่ลดลงด้วย”
แม้ในการทำธุรกิจเป้าหมายคือสร้างการเติบโตให้บริษัท มีรายได้เพิ่มขึ้น ทว่าโดยชีวิตส่วนตัวดูเหมือนจะพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่
“ทุกวันนี้ผมไม่ใช่เป็นคนใช้เงินเยอะและต่อให้มีเยอะมากกว่านี้เท่าไร ไลฟ์สไตล์ก็ใช้เท่านี้...แต่ว่าผมทำเป็น challenge เป็น passion ส่วนตัว อยากทำให้ดีขึ้นเพื่อลูกน้อง ทีมงาน ทุกๆ คนที่มาฝากความหวังไว้กับบริษัท ทุกคนเหมือนฝากความหวังไว้กับเรา…ผมไม่ได้ใช้เงินเยอะจึงไม่ได้ขัดสนเรื่องเงิน ทุกวันนี้มีกินมีใช้ แต่อยากให้มันโต อยากให้คนที่มาอยู่กับเราไม่ผิดหวังที่เลือกเรา และทำงานให้เรา” ณภัทรกล่าวในตอนท้าย
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ บจ.บริลลิแอนซ์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทพ.อานนท์ กิจนิตย์ชีว์ Geneus DNA ถอดรหัสคู่มือชีวิต



