หลังจากเปิดตัวหนังภาคแรกที่สร้างกระแสตอบรับได้เป็นอย่างดี จนแฟนๆ คอหนังต่างกล่าวชื่นชมไปในปี 2006 ล่าสุดการกลับมาของหนัง "Devil Wears Prada ภาค2" ที่ทุกคนตั้งตารอมานานถึง 20 ปี ในครั้งนี้ หลายฝ่ายคาด...รายได้อาจแซงหน้าภาคแรกภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์
หลายคนในวงการภาพยนตร์ส่วนใหญ่ ต่างคาดการณ์ว่า หนัง “The Devil Wears Prada 2” จะทำรายได้ในช่วงสุดสัปดาห์แรกของการฉายในโรงภาพยนตร์กว่า 4,100 แห่งในอเมริกาเหนือ ราวๆ 85-100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (คิดเป็นเงินไทย 2,770-3,270 ล้านบาท) และอีก 100 ล้านเหรียญในต่างประเทศ
หากการคาดการณ์เหล่านี้เป็นจริง หนังเรื่องนี้จะแข่งขันกับ “Project Hail Mary” ในฐานะภาพยนตร์ที่ทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์สูงสุดเป็นอันดับ 2 ของปี (ภาพยนตร์ที่นำแสดงโดยไรอัน กอสลิง เปิดตัวด้วยรายได้ 80.5 ล้านเหรียญเมื่อเดือนก่อน) และยังมีโอกาสให้เรื่องนี้มีโอกาสทำลายสถิติรายได้ตลอดการฉายของหนังภาคแรกได้อีกด้วย !!!
ภาพยนตร์เรื่อง “The Devil Wears Prada” เข้าฉายในโรงเป็นครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน ในเดือนมิถุนายน ปี 2006 ทำรายได้ในประเทศไป 124.7 ล้านเหรียญ และทั่วโลกอีก 326.6 ล้านเหรียญ ตลอดระยะเวลาการฉาย
นอกเหนือจากความตื่นเต้นที่หลายคนมองว่า หนังภาค 2 นี้ จะทำลายสถิติสำหรับภาคต่อหรือไม่? (ตัวอย่างภาพยนตร์ทำลายสถิติยอดวิวใน 24 ชั่วโมงแรก) อีกทั้งหนังภาคนี้ยังจะได้ฉายต่อในสุดสัปดาห์ที่ 2 ซึ่งตรงกับวันแม่ของอเมริกาในวันที่ 10 พฤษภาคม 2026 ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่อาจจะช่วยดันรายได้ให้กับหนังเพิ่มมากขึ้นจากการที่สาวๆ พร้อมใจกันมาดูหนังเรื่องนี้ในช่วงวันหยุดดังกล่าว
“Devil Wears Prada” ภาคแรก สร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ Lauren Weisberger และถึงแม้ว่าต้นฉบับจะเป็นหนังสือขายดี แต่ความสำเร็จที่ยั่งยืนและเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มแฟนคลับนั้นไม่อาจคาดเดาได้เลยในช่วงเวลานั้น
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำรายได้มากกว่า 8 เท่าของงบประมาณการผลิตที่ลงทุนไป 40 ล้านเหรียญ และได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าทำรายได้เกินความคาดหมายสำหรับภาพยนตร์ตลกที่เน้นกลุ่มผู้ชมผู้หญิงในเวลานั้น
สำหรับภาคต่อที่เตรียมเข้าฉายในไทย วันที่ 30 เมษายนนี้ ทางสตูดิโอ 20th Century ของดิสนีย์ได้ทุ่มงบประมาณการผลิตอยู่ที่ 100 ล้านเหรียญ ซึ่งเงินก้อนนี้ยังไม่รวมกับงบประมาณการตลาดที่ใช้ทั่วโลก โดยนักแสดงนำของเรื่อง Meryl Streep ที่รับบทเป็น "มิแรนด้า" ยังให้สัมภาษณ์อย่างสนุกสนานกับ Stephen Colbert ด้วยว่า “เมื่อ 20 ปีก่อน (‘The Devil Wears Prada’) ถูกจัดอยู่ในหมวด ‘หนังสำหรับผู้หญิง’ และการจัดประเภทนั้นก็ดูจะไม่เข้าท่าเท่าไรนัก ซึ่งหลังจากหนัง ‘Barbie’ และ ‘Mamma Mia’ รวมถึงหนังเรื่องอื่นๆ ที่มีผู้หญิงเป็นตัวเอกของเรื่องสามารถสร้างกระแสและรายได้ได้เป็นอย่างดี การสร้างหนังในภาคต่อเรื่องนี้ พวกเขาก็เลยทุ่มเงินสร้างกันอย่างหนักเลยล่ะ”

อย่างไรก็ตาม การรีวิวของหนัง "The Devil Wears Prada ภาค 2" เริ่มทยอยออกมาแล้วในวันพุธที่ผ่านมา เห็นได้จากรีวิว 60 เรื่องแรกที่ลงใน Rotten Tomatoes ต่างให้คะแนนเฉลี่ยแก่ภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ 75% เท่ากับภาคแรกเป๊ะๆ ขณะที่ผู้ลงแนะนำภาพยนตร์เรื่องนี้ต่างบอกว่าเป็น "ความบันเทิงที่สนุกสนานและร่าเริง" (Guardian) แต่บางคนก็วิจารณ์ว่า "ทำออกมาแบบลวกๆ" (Wall Street Journal) และบางส่วนยังให้ความเห็นว่า "หนังภาค 2 เรื่องนี้ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก" (Seattle Times)
สุดท้ายแล้ว...หนังเรื่องนี้จะดีหรือถูกใจเหล่าบรรดาคอหนังคนดูหรือไม่ คงต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตากันเองในโรงภาพยนตร์ แต่ที่แน่ๆ กลุ่มผู้ชมหนังคงจะได้เห็นการเติบโตที่ชัดเจนขึ้นของแต่ละตัวละครรวมถึงได้เห็นภาพสะท้อนความเป็นจริงของสถานการณ์คนทำงานในแวดวงสื่อ ณ ปัจจุบันที่ต้องเร่งปรับตัวให้ทันยุคดิจิทัลอีกด้วย
แปลและเรียบเรียงจากบทความ : ‘Devil Wears Prada 2’ Could Top Original Film’s Gross Within 2 Weeks
ภาพ : Devil Wears Prada 2
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตกงาน! โดนเลิกจ้างมา 2 รอบ แต่ไม่ท้อ! "Zeeshan Bakhrani" ลุยเปิดร้าน Street Food ริมทาง สร้างรายได้สูงราว 4.5 ล้านบาทต่อเดือน
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


