ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ความแตกต่างอาจไม่ได้อยู่ที่แบบบ้านหรือทำเลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้พัฒนาจะเข้าใจชีวิตของคนซื้อได้ลึกแค่ไหน และนำความเข้าใจนั้นมาใช้ตัดสินใจได้จริงหรือไม่
นี่คือแนวคิดที่ ทิพย์ รุ่งสิริเมธากุล นำมาใช้ในการดูแลงานด้านแบรนดิ้งและการตลาดของสุชาดาพร็อพเพอร์ตี้ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดสงขลา
จากประสบการณ์การเป็นผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจ ทำให้ทิพย์มีทั้งทักษะการสื่อสาร การวิเคราะห์แนวโน้มตลาด และการทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เมื่อนำมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของสามี ซึ่งรับผิดชอบด้านโครงสร้าง การก่อสร้าง และคุณภาพของบ้าน จึงกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัว
“แนวคิดหลักในการพัฒนาโครงการของเรา คือสร้างบ้านเหมือนสร้างให้ตัวเองอยู่ เน้นให้บ้านแข็งแรง ใช้งานได้จริง และไม่กลายเป็นภาระซ่อมแซมในระยะยาว โดยยึดความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจ”

สำหรับทิพย์ บ้านที่แข็งแรงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะบ้านที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตของผู้อยู่อาศัยด้วย จากการพัฒนาโครงการในสงขลา เธอพบว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า พื้นที่ใช้สอย และค่าใช้จ่ายระยะยาว มากกว่าสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีไว้เพียงสร้างภาพลักษณ์
“บางโครงการเราเลือกตัดสระว่ายน้ำออก แล้วนำงบไปเพิ่มพื้นที่ใช้สอยที่ลูกค้าส่วนใหญ่ได้ประโยชน์มากกว่า เพราะแม้สระว่ายน้ำจะเป็นสิ่งที่หลายคนอยากมี แต่มีลูกบ้านใช้งานจริงเพียงประมาณ 10% ขณะที่ทุกครัวเรือนต้องร่วมรับภาระค่าดูแล”
ในทางกลับกัน บริษัทเลือกให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางและการออกแบบรั้วบ้าน เพื่อให้คนในโครงการมองเห็นและพูดคุยกันได้ง่ายขึ้น เพราะในมุมของทิพย์ ที่อยู่อาศัยไม่ได้มีหน้าที่สร้างพื้นที่ส่วนตัวเท่านั้น แต่ต้องช่วยสร้างสภาพแวดล้อมและสังคมที่น่าอยู่ด้วย
เมื่อรู้ว่าลูกค้าให้คุณค่ากับอะไร โจทย์ของงานการตลาดจึงไม่ใช่การทำให้โครงการดูโดดเด่นเพียงอย่างเดียว แต่คือการสื่อสารจุดแข็งของโครงการให้เข้าถึงคนที่กำลังมองหาสิ่งเดียวกัน ทิพย์ยังนำความสนใจด้านแฟชั่น สีสัน และเทรนด์ มาช่วยสร้างบุคลิกให้แต่ละโครงการแตกต่างและเป็นที่จดจำได้ง่ายขึ้น
อีกแนวคิดสำคัญของทิพย์คือ เมื่อข้อมูลเปลี่ยน การตัดสินใจก็ต้องเปลี่ยนตาม หากเปิดพรีเซลล์แล้วพบว่าแบบบ้านหรือองค์ประกอบบางอย่างยังไม่ตอบโจทย์ ทีมงานจะนำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับทันที แทนที่จะเดินหน้าตามแผนเดิมเพียงเพราะได้ตัดสินใจไปแล้ว

เธอมองว่า ความคล่องตัวคือข้อได้เปรียบสำคัญของธุรกิจ SME เพราะสามารถรับฟัง ตัดสินใจ และลงมือเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่าบริษัทขนาดใหญ่ แต่ความเร็วต้องมาพร้อมกับการยอมรับว่า สิ่งที่ผู้บริหารคิดไว้อาจไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดต้องการเสมอไป
แนวคิดเรื่องการปรับตัวถูกนำมาใช้กับการบริหารความเสี่ยงเช่นกัน บริษัทลดการกระจุกตัวอยู่ในโครงการขนาดใหญ่เพียงทำเลเดียว และหันมาพัฒนาโครงการขนาดเล็กในหลายพื้นที่ เพื่อกระจายความเสี่ยง รักษาสภาพคล่อง และทำให้ธุรกิจสามารถขยับตามภาวะตลาดได้ง่ายขึ้น
พร้อมกันนั้น บริษัทยังต่อยอดจากทรัพย์สินและความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ เช่น การนำอาคารเก่ากลางเมืองสงขลามาปรับปรุงเป็นโรงแรมบ้านทิพย์ และเตรียมเข้าสู่ตลาดรับสร้างบ้านหรู ผ่านการควบรวมกิจการกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพื่อให้สามารถต่อยอดธุรกิจได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องเริ่มสร้างทีมและองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมดจากศูนย์
สุดท้ายแล้ว สำหรับทิพย์ การเติบโตไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง แต่เกิดจากการมองเห็นศักยภาพของทรัพยากรที่มี และนำมาต่อยอดให้เหมาะกับโอกาสและความต้องการของลูกค้า สอดคล้องกับดีเอ็นเอของสุชาดาพร็อพเพอร์ตี้ ที่เน้นฟังเสียงลูกค้าและพร้อมปรับตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างบ้านและธุรกิจที่ตอบโจทย์ได้จริงในระยะยาว
ช่องทางการติดต่อ
Website : https://www.suchadagroup.com/


