เจาะแผนรุก “Bolt” ประเทศไทย อัดงบ 30 ล้านจัดระเบียบคนขับ ชูโมเดล EV ขยายฐาน Gen Z-คนทำงาน สู่เป้าหมาย “ผู้นำ” ใน 3 ปี

เจาะแผนรุก “Bolt” ประเทศไทย อัดงบ 30 ล้านจัดระเบียบคนขับ ชูโมเดล EV ขยายฐาน Gen Z-คนทำงาน สู่เป้าหมาย “ผู้นำ” ใน 3 ปี

Bolt อัดงบ 30 ล้านบาท ดันคนขับถือใบขับขี่สาธารณะครบ 100% ก่อนเดดไลน์ 30 ก.ย. นี้ พร้อมจับมือทุนจีน-ญี่ปุ่น รุกฟลีตรถ EV เช่าซื้อลดต้นทุนพลังงาน และเล็งประมูลพื้นที่สนามบินหลัก เจาะกลุ่มผู้ใช้ Gen Z และคนทำงาน ตั้งเป้าเร่งสปีดโตแซงตลาด 2 เท่า เพื่อครองผู้นำ ride-hailing ไทยใน 3-5 ปี


    ก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 ของการทำตลาดในประเทศไทย สำหรับ “โบล์ท” (Bolt) แอปพลิเคชันเรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ที่เริ่มต้นจากการสวมบทบาท “challenger” เขย่าตลาดด้วยกลยุทธ์ไม่เก็บค่าคอมมิชชั่นในช่วงแรก และหั่นราคาค่าโดยสารลง 30-40% จนสามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

    และดันให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญที่ติด Top 5 ของ Bolt ทั่วโลก รองจากอังกฤษและฝรั่งเศส ท่ามกลางแนวโน้มอุตสาหกรรม ride-hailing ในไทยที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าแตะ 3.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2030 พร้อมอัตราการเติบโตเฉลี่ย 9-10% ต่อปี

    การเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ Bolt มองเห็นโอกาสในการขยับจากผู้ท้าชิงขึ้นสู่การเป็นผู้เล่นหลักอย่างเต็มตัว ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ ผู้จัดการทั่วไป ประจำโบลท์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทได้วางกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ครอบคลุมทั้งการรับมือกฎหมายใหม่ การบริหารต้นทุนคนขับ และการขยายฐานผู้ใช้งาน

ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์

ดีเดย์ 30 ก.ย. ดันคนขับเข้าระบบ 100% ป้องกันซัพพลายขาดแคลน

    ความท้าทายแรกและถือเป็นวาระเร่งด่วนในปีนี้ คือการบังคับใช้กฎหมายของกรมการขนส่งทางบก ที่กำหนดให้ผู้ขับขี่ในระบบ ride-hailing ที่มีทั้งอุตสาหกรรมราว 3-4 แสนราย ต้องมี “ใบขับขี่สาธารณะ” ซึ่งณัฐดนย์ประเมินว่า หากไม่มีการสนับสนุนคนขับอย่างจริงจัง คนขับในอุตสาหกรรมอาจหายไปจากระบบสูงถึง 90% ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโดยตรง

    Bolt จึงเข้ามาร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก พัฒนาระบบ “one stop service” เชื่อมโยงข้อมูลประวัติอาชญากรรมแบบเรียลไทม์ ลดระยะเวลาเดินเอกสารจากเดิมที่ต้องใช้เวลานานนับเดือนให้จบได้ภายในวันเดียว

    พร้อมอัดฉีดงบประมาณ 30 ล้านบาท ผ่านโครงการ “Bolt Sure Booster Week” มอบเงินชดเชยรายได้ 500 บาทต่อราย และปรับลดค่าคอมมิชชั่นเหลือ 6% สำหรับรถ 2 ล้อ และ 5% สำหรับ 4 ล้อ ให้กับคนขับที่อัปโหลดเอกสารใบขับขี่สาธารณะ

    “เรามีนโยบายชัดเจนว่า ภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ คนขับที่ยังไม่มีใบขับขี่สาธารณะจะถูกระงับการให้บริการ (off-board) ชั่วคราว และสำหรับการเปิดรับคนขับใหม่ วันนี้เรารับเฉพาะผู้ที่มีใบขับขี่สาธารณะแล้วเท่านั้น ถือเป็นแพลตฟอร์มแรกที่ก้าวมาในจุดนี้”

    โดยปัจจุบันมีคนขับของ Bolt ที่ผ่านการจดทะเบียนอย่างถูกต้องแล้วกว่า 1 แสนราย แบ่งเป็นครึ่งปีแรก 4 หมื่นราย และช่วง 3 เดือนล่าสุดอีกกว่า 6 หมื่นราย ซึ่งบริษัทมั่นใจว่าการเข้าสู่ระบบ 100% ตามกำหนดจะไม่กระทบต่อระดับการให้บริการ


แก้เกมต้นทุนน้ำมัน ปูทางสู่โมเดลรถ EV

    อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญคือ "ต้นทุนค่าครองชีพของคนขับ" โดยเฉพาะกลุ่มรถ 2 ล้อซึ่งเป็นบริการหลักที่มีสัดส่วนเกิน 50% ของแพลตฟอร์ม เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาราคาน้ำมันมีความผันผวนสูงจนกระทบต่อรายได้สุทธิ

    Bolt จึงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการลงพื้นที่ทำ focus group รับฟังคนขับ และตัดสินใจปรับขึ้นราคาค่าโดยสารกว่า 10% เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

    ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาว บริษัทได้เริ่มนำ "ยานยนต์ไฟฟ้า" (EV) เข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ โดยจับมือกับพันธมิตรนักลงทุนต่างชาติจีน-ญี่ปุ่น และผู้ประกอบการฟลีทรถเช่าในไทย นำรถ EV เข้ามาให้บริการแบบ exclusive บนแพลตฟอร์ม ผ่านโมเดลเช่าขับและเช่าซื้อ (lease to own)

    ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้คนขับได้ 20-30% โดยตั้งเป้านำร่องเปลี่ยนผ่านรถ EV ในระบบให้ได้ 400-500 คันภายในสิ้นปีนี้


เจาะฐาน Gen Z ถึงคนทำงาน ปูพรมหัวเมืองใหญ่

    นอกจากการจัดระเบียบฝั่งคนขับแล้ว การขยายฐานผู้ใช้งานก็เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญ โดยปัจจุบันผู้ใช้งาน 90% ของ Bolt คือคนในประเทศ ซึ่งมีกลุ่ม Gen Z เป็นกำลังหลักราว 30% ควบคู่กับกลุ่มวัยทำงานในย่านธุรกิจที่นิยมใช้บริการหมวดพรีเมียม ส่วนอีก 10% คือกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเริ่มเห็นสัดส่วนของกลุ่มอินเดียและตะวันออกกลางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    เพื่อรองรับดีมานด์ที่ขยายตัว บริษัทจังเลือกใช้การสื่อสารผ่าน KOL และ micro-influencer ที่มีเอกลักษณ์ตรงกับแบรนด์ เพื่อสร้างการรับรู้ในกลุ่ม Gen Z ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักคิดเป็นเกือบ 30% ควบคู่ไปกับการขยายฐานสู่กลุ่มคนทำงานในเมือง (CBD) ผ่านสื่อ out of home ในโซนทองหล่อและพร้อมพงษ์ 

    เพื่อเปลี่ยนภาพจำว่า Bolt ไม่ได้มีแค่บริการราคาประหยัด แต่ยังมีบริการที่หลากหลาย ทั้งบริการสำหรับผู้หญิง, รถพรีเมียม และการเรียกรถล่วงหน้า

    นอกจากนี้ Bolt ยังเดินหน้าขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุมหัวเมืองหลักและเมืองท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ โดยหลังจากนี้จะเน้นเจาะลึกพื้นที่ศักยภาพสูง เช่น ขอนแก่น และสุราษฎร์ธานี

    พร้อมวางแผนระยะ 1-2 ปีในการเข้าประมูลพื้นที่ (tender) เพื่อตั้งจุดให้บริการ (kiosk) ในสนามบินหลัก ทั้งกรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ ตลอดจนหารือร่วมกับ ททท. ในการเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเมืองหลักสู่เมืองรอง


เป้าหมาย 3-5 ปี สู่การเป็น Market Leader

    ทั้งนี้ จากแผนยกระดับโครงสร้างบริการและขยายฐานผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ Bolt ตั้งเป้าขยับสถานะจากผู้ท้าชิงขึ้นสู่ผู้นำตลาดอย่างเต็มตัว

    “ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เป้าหมายของเราคือการเป็น market leader ในตลาดประเทศไทย โดยเราวางเป้าการเติบโตไว้ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดถึง 2 เท่า เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง”

    ณัฐดนย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทิศทางจากนี้ Bolt จะก้าวข้ามสงครามราคา สู่การแข่งขันด้วยมาตรฐานบริการและเทคโนโลยี โดยชูระบบ AI จับคู่งานที่ช่วยลดเวลารอรถเหลือเพียง 3-4 นาที ทำให้คนขับรับงานได้ถี่ขึ้น มีรายได้ต่อชั่วโมงสูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งให้กับทั้งธุรกิจและคนขับในระยะยาว


ภาพ : Bolt




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ความเร็วสำคัญต่อการช้อป! Shopee เปิดตัว 2 บริการใหม่ ส่งของสด-ของชำใน 1 ชั่วโมง และ Telepharmacy เชื่อมต่อเภสัชกรออนไลน์

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine