"แพทย์จุฬาฯ" เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI–AR หลัง "ผู้สูงวัย" บาดเจ็บรุนแรงจากการ "หกล้ม" พุ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก

"แพทย์จุฬาฯ" เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI–AR หลัง "ผู้สูงวัย" บาดเจ็บรุนแรงจากการ "หกล้ม" พุ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก

FORBES THAILAND / ADMIN
26 Aug 2026 | 12:58 PM
READ 240

ตัวเลขน่าเป็นห่วง! เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ ผู้สูงวัยทั่วโลกเสี่ยง “หกล้ม” อันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก "แพทย์จุฬาฯ" จึงผนึกกำลังทีมยุโรป เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI-AR หวังต่อยอดใช้จริงเพื่อช่วยผู้ป่วยของไทยในอนาคต

 

    "เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่มั่นคง" เหล่านี้คืออาการสำคัญที่ควรระวังในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มที่มีอัตราการหกล้มจนทำให้เกิดการบาดเจ็บจนถึงแก่ชีวิตสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มคนอายุน้อยกว่า

    ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ยังแสดงให้เห็นตัวเลขด้วยว่า การพลัดตกหกล้มคือสาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจที่พุ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บจนเสียชีวิตจากการหกล้มโดยเฉลี่ย 684,000 คน และมีการหกล้มจนเกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรงมีความจำเป็นต้องดูแลทางการแพทย์มากถึง 37.3 ล้านครั้งต่อปี 

    ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า "ปัญหาเรื่องการทรงตัว" ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้นอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคลถือเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของวงการแพทย์

    ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสภากาชาดไทย ได้ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป ได้เผยถึงความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS 

    โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI-based decision support system) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม

    ทั้งนี้ โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe - Health ของสหภาพยุโรปมีมูลค่าโครงการ รวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 

    พร้อมต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล

 

จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน

    ความสำเร็จของ TeleRehaB DSS ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้การฟื้นฟูการทรงตัวของผู้ป่วยสามารถเกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษาระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย 

    Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

 

ความสำเร็จของการแพทย์ไทย ถือเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก

    ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัว โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย ประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คาดหวังให้สามารถใช้ประโยชน์กับผู้สูงวัยในประเทศไทยในอนาคต

    "การวิจัยในครั้งนี้ช่วยให้การฟื้นฟูเข้าถึงผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดมากขึ้น จากเดิมที่ผู้ป่วยต้องใช้เวลาเดินทางมาโรงพยาบาล เกิดการพัฒนาสู่แนวคิดให้ผู้ป่วยสามารถฝึกฝนการทรงตัวอย่างต่อเนื่องได้ที่บ้าน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม ซึ่งเป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ที่เราร่วมพัฒนากับทีมงานของยุโรปให้สามารถใช้กับผู้ป่วยของไทยได้จริงๆ”


ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร


    สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการดังกล่าวยังครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้ คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders)

    โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิกของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส 

    ซึ่งความสำคัญของการเข้าร่วมครั้งนี้ ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน


 

ภาพ :  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ magnific.com



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แพทย์ชี้ คนรุ่นใหม่ "กระดูก-ข้อเสื่อมก่อนวัย" เพิ่มขึ้น 30% แนะเล่นกีฬา-ออกกำลังกายแบบพอดี อย่าหักโหมตามเทรนด์

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine