"เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย" ทุ่ม 2.6 พันล้าน ปั้นโรงงานลพบุรี-ศูนย์วิจัยอยุธยา ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินไฮเทค ป้อนตลาดการบินโลก

"เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย" ทุ่ม 2.6 พันล้าน ปั้นโรงงานลพบุรี-ศูนย์วิจัยอยุธยา ผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินไฮเทค ป้อนตลาดการบินโลก

FORBES THAILAND / ADMIN
15 Jun 2026 | 11:55 AM
READ 417

ทุนญี่ปุ่นเดินหน้าลงทุนไทยต่อเนื่อง "เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย" ทุ่ม 2,600 ล้านบาท ผุดโรงงานลพบุรี ผลิตชิ้นส่วนอากาศยานป้อนตลาดโลก พร้อมประกาศยกระดับไทยสู่ Global Core Factory ครบวงจรด้วยศูนย์ R&D อยุธยา หวังสร้างแต้มต่ออุตสาหกรรมไฮเทค ฝ่าวิกฤตขาดแคลนแรงงานโลก


    อุตสาหกรรมการบินระดับโลกกำลังจับตามองประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อบริษัท เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย จำกัด (NMB-Minebea Thai) ในเครือมินีแบมิตซูมิ ตัดสินใจเดินหมากสำคัญด้วยการเปิดตัวอาคารโรงงานแห่งใหม่ในจังหวัดลพบุรี เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 2,600 ล้านบาท ภายใต้การสนับสนุนจากบีโอไอ เพื่อเดินเครื่องผลิตชิ้นส่วนอากาศยานที่มีความแม่นยำสูงป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมการบินทั่วโลก


    โดยการขยายโรงงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มพื้นที่ 16,500 ตารางเมตร เพื่อรองรับเครื่องจักรและระบบออโตเมชั่นสำหรับผลิตชิ้นส่วนขับเคลื่อนและโครงสร้างเครื่องบิน อาทิ Ball, Race Bush, Bolt และ Sleeve เท่านั้น

    แต่จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ คือ การประกาศยกระดับประเทศไทยให้เป็น “ฐานการผลิตหลักระดับโลก” สำหรับธุรกิจการบินของกลุ่มบริษัทอย่างเป็นทางการ พร้อมพ่วงแผนจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D Center) ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในระยะยาว

    ซึ่งหากย้อนดูเส้นทางธุรกิจ มินีแบมิตซูมิ เลือกไทยเป็นฐานการผลิตนอกประเทศญี่ปุ่นที่สำคัญที่สุดมาตั้งแต่ปี 2525 พวกเขาฝังรากลึกและขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีเม็ดเงินลงทุนสะสมในไทยทะลุ 115,000 ล้านบาท ผ่าน 65 โครงการ จ้างงานบุคลากรไทยกว่า 31,000 ชีวิต และครองแชมป์ฐานการผลิต Miniature Ball Bearings ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    และเมื่อเจาะลึกลงมาเฉพาะในเซกเมนต์อากาศยาน เอ็นเอ็มบี-มินีแบ ไทย ก็ได้สั่งสมความเชี่ยวชาญในประเทศมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2546 จนเทคโนโลยีและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดได้รับการรับรองจากค่ายผู้ผลิตเครื่องบินเบอร์หนึ่งของโลกทั้ง Airbus และ Boeing ก้าวเข้าไปเป็นข้อต่อสำคัญในห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ


    นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้มุมมองว่า การที่บริษัทระดับโลกตัดสินใจขยายการลงทุนในผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดอย่างชิ้นส่วนอากาศยาน เป็นการส่งสัญญาณบวกที่ชัดเจนถึงศักยภาพของไทย นี่คือก้าวสำคัญที่จะช่วยอัปสเกลอุตสาหกรรมไทยไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สร้างงานที่มีคุณภาพ และเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคลากรในประเทศ

    ขณะที่ คัตสึฮิโกะ โยชิดะ President, COO & CFO ของกลุ่มมินีแบมิตซูมิ สะท้อนภาพแต้มต่อของประเทศไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ท่ามกลางภาวะขาดแคลนแรงงานในต่างประเทศที่กำลังบีบรัดและสร้างแรงกดดันต่อซัพพลายเชนการบินทั่วโลก ประเทศไทยกลับสามารถรักษาเสถียรภาพการผลิตได้อย่างแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หาได้ยากในภูมิทัศน์การผลิตโลกยุคปัจจุบัน

    และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้กลุ่มมินีแบมิตซูมิ มุ่งมั่นที่จะใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลัก และพร้อมปักหลักลงทุนเพิ่มเพื่อเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนต่อไป


ภาพ : บีโอไอ




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ :IHG กางแผนปี 69 ลุยปักหมุด 4 แบรนด์ "โรงแรมพรีเมียม" ในไทย รองรับดีมานด์โตพุ่ง ยอดเข้าพักตั้งแต่ต้นปีโตสูง 78%

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine